การสัมมนาและสัมมนาเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับกฎหมายการแข่งขันทางการค้าของสหภาพยุโรป (25 – 27 พ.ค. 2554)

ระหว่างวันที่ 25 – 27 พ.ค. 2554 คณะผู้แทนไทยประจำสหภาพยุโรป—ร่วมกับ (1) กระทรวงการต่างประเทศ  (2) สำนักส่งเสริมการแข่งขันทางการค้า กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ (3) คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ (4) คณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย—จัดงานสัมมนาหัวข้อ “EU Competition Law for Thai Business” ณ โรงแรม Grand Millennium Sukhumvit  กรุงเทพฯ และงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการ/การฝึกอบรม “EU Competition Law: A Model for New Competition Jurisdictions?” ณ ห้องสุรเกียรติ์ เสถียรไทย คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เว็บไซท์ www.thaieurope.net ขอรายงานผลการสัมมนาดังนี้

                     1. การสัมมนา “EU Competition Law for Thai Business” ณ โรงแรมแกรนด์ มิลเลนเนียม (25 พ.ค.) ได้รับเกียรติ์จาก Dr. Kirtikumar Mehta อดีตอธิบดีกรม Anti-Cartels Enforcement แห่งคณะกรรมาธิการยุโรปด้านการแข่งขันทางการค้า (DG Competition) กรุงบรัสเซลส์ และ Dr. Alberto Heimler อาจารย์ประจำ Italian School of Government กรุงโรม เป็นวิทยากรบรรยายเรื่องนโยบายส่งเสริมการแข่งขันและมาตรการป้องกัน การผูกขาดทางการค้าของสหภาพยุโรป และความสำคัญของมาตรการดังกล่าวที่มีต่อผู้ประกอบการในประเทศไทย รวมไปถึงความเป็นไปได้ที่จะนำรูปแบบการดำเนินงานของสหภาพยุโรปมาปรับใช้กับไทย

                      นอกจากนี้แล้ว ยังได้รับเกียรติจาก นายสันติชัย สารถวัลย์แพศย์ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการแข่งขันทางการค้า และ รศ.ดร.ศักดา ธนิตกุล คณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บรรยายเรื่องกฎหมายการแข่งขันทางการค้าในประเทศไทย และพัฒนาการของกฎหมายในมุมมองของหน่วยงานกำกับดูแลการบังคับใช้กฎหมายการแข่งขันทางการค้าและในมุมมองทางวิชาการ   

                      ทั้งผู้กล่าวเปิดสัมมนาและวิทยากรได้เน้นย้ำถึงความสำคัญที่ภาคเอกชนของไทยที่ทำการค้ากับประเทศในยุโรปจำต้องตระหนักถึงและทำความเข้าใจเกี่ยวกับความสำคัญและผลกระทบของกฎหมายการแข่งขันทางการค้าของสหภาพยุโรป เพื่อป้องกันปัญหาการดำเนินธุรกิจที่อาจเข้าข่ายละเมิดกฎหมายดังกล่าวและอาจส่งผลให้ผู้ประกอบการถูกลงโทษหรือถูกเรียกค่าเสียหายจากสหภาพยุโรปได้

                      โดยวิทยากรได้ให้ความรู้เกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของกฎหมายแข่งขันทางการค้า กรอบและการบังคับใช้กฎหมาย ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานกำกับดูแลระดับคณะกรรมาธิการยุโรปและระดับประเทศภาคีสมาชิก การกระทำที่อาจขัดกฎหมาย ผลของการกระทำผิดและขั้นตอนการบังคับใช้กฎหมาย ทั้งในเรื่องของการรับเรื่องร้องเรียน การเปิดกระบวนการพิจารณา การตรวจสอบข้อเท็จจริง ระยะเวลาที่ใช้ในการพิจารณา วิธีคิดค่าปรับ และ การอุทธรณ์ต่อศาลเพื่อพิจารณาคำวินิจฉัยของคณะกรรมาธิการยุโรป

                       นอกจากนี้ วิทยากรจากยุโรปทั้ง 2 ท่าน ได้ย้ำด้วยว่า กฎหมายดังกล่าวของอียูไม่ได้เลือกปฏิบัติ  มีการลงโทษผู้กระทำความผิดทั่งที่เป็นบริษัทของประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปและประเทศที่สาม  นอกจากนี้  การกระทำความผิด เช่น การฮั้วราคา แม้ว่าจะเกิดขึ้นนอกอียู  แต่หากสินค้าดังกล่าวส่งออกมายังอียูและส่งผลกระทบให้ผู้บริโภคในอียูต้องซื้อสินค้าในราคาแพงขึ้น  ก็จะอยู่ในขอบเขตของกฏหมายการค้าของสหภาพยุโรปที่จะไต่สวนและลงโทษได้     

                        ผู้บรรยายได้ยกตัวอย่างกรณีคดีที่เกิดขึ้นและผลการพิจารณาคดีในหลายประเทศ  ความเหมือนและแตกต่างระหว่างกฎหมายแข่งขันทางการค้าของสหภาพยุโรปกับกฎหมายของไทย ซึ่งโดยสรุปแล้ว ผู้บรรยายเห็นว่า วัตถุประสงค์ของกฎหมายไม่แตกต่างกัน แต่ขอบเขต ความเข้มข้นของการบังคับใช้กฎหมาย และหน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแลตรวจสอบมีความแตกต่างกัน ซึ่งในกรณีของไทย ยังมีหลายด้านที่ต้องปรับปรุงเพื่อให้ได้มาตรฐานสากล เพื่อส่งเสริมการแข่งขันทางการค้าที่เป็นธรรม และเตรียมความพร้อมของเอกชนไทย ไม่เพียงเพื่อทำการค้าในต่างประเทศเท่านั้น  แต่รวมถึงการค้าภายในประเทศไทยเองด้วย  เพราะเมื่อมีการเจรจาจัดทำความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยกับสหภาพยุโรปในอนาคต ประเด็นเรื่องการแข่งขันทางการค้าจะเป็นประเด็นหนึ่งที่สหภาพยุโรปจะผลักดันอย่างแข็งขัน    

                        2. การสัมมนาเชิงปฏิบัติการเรื่อง “EU Competition Law : A Model for New Competition  Jurisdictions?” (26-27 พ.ค.)                                           

                        วิทยากรได้บรรยายเกี่ยวกับ พัฒนาการของกฎหมายการแข่งขันในสนธิสัญญาของสหภาพยุโรป รูปแบบโครงสร้างของหน่วยงานที่มีหน้าที่ส่งเสริมการแข่งขันทางการค้าภายใต้การดำเนินงานของคณะกรรมาธิการยุโรป และความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานที่ดำเนินการในระดับภาคพื้นยุโรป และหน่วยงานภายในประเทศของประเทศภาคีสมาชิกแห่งสหภาพยุโรป โดยเน้นเรื่องการป้องกันการทำการตกลงผูกขาดทางการค้า (Cartels)  การรวมธุรกิจของผู้ประกอบการที่อาจก่อให้เกิดผลเสียกับการแข่งขัน (Mergers) และใช้อำนาจเหนือตลาดโดยมิชอบของผู้ประกอบการรายใหญ่ (Abuse of Dominance)         

                          วิทยากรได้เปรียบเทียบเนื้อหากฎหมายการแข่งขัน และโครงสร้างของหน่วยงานส่งเสริมการแข่งขันทางการค้า ที่ใช้ในประเทศสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และ ปทท. พร้อมทั้งให้คำเสนอแนะเกี่ยวกับการปรับปรุงกฎหมายการค้าใน ปทท. ตาม พรบ. การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2542 เพื่อให้มีประสิทธิภาพทัดเทียมกับมาตรการที่มีผลบังคับใช้ในประเทศสมาชิกของสหภาพยุโรป โดยวิทยากรได้เน้นย้ำความสำคัญของการปรับปรุงโครงสร้างของหน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมายการแข่งขัน (Competition Authority) มากกว่าเนื้อหากฎหมาย (Substantive Competition Law) โดยมีสาระสำคัญดังต่อไปนี้     

                           (1)    ควรมีการจัดตั้งหน่วยงานที่มีอำนาจตรวจสอบผู้ประกอบการทางธุรกิจที่เป็นหน่วยงานอิสระ ไม่อยู่ภายใต้การบังคับการโดยตรงของฝ่ายบริหาร                          

                           (2)    ไม่ควรมีการกำหนดเกี่ยวกับรายละเอียดเชิงลึกของรูปแบบโครงสร้างองค์กรของหน่วยงานอิสระนี้ภายใน พรบ.การแข่งขันทางการค้า ทั้งนี้ ข้อกำหนดที่มีลักษณะดังกล่าวควรจะมีรูปแบบเป็นการกำหนดนโยบายของหน่วยงานอิสระ ที่จะสามารถทำการแก้ไขปรับปรุงให้ทันยุคสมัยได้ง่ายกว่าการแก้ไข พรบ.

                           (3)    หน่วยงานอิสระดังกล่าวมีหน้าที่ที่จะต้องดำเนินการตรวจสอบทุกครั้งเมื่อได้รับการแจ้งเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจที่มีลักษณะกีดกันการแข่งขันทางการค้า และจะต้องมีการรายงานผลการดำเนินการอย่างต่อเนื่องในการพิจารณาและตรวจสอบผู้ประกอบการดังกล่าว พร้อมทั้งควรมีการกำหนดระยะเวลาที่หน่วยงานควรทำการดำเนินการตรวจสอบให้แล้วเสร็จสมบูรณ์                           

                            (4)    พรบ. แข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2542 มีเนื้อหากฎหมาย (Substantive Law) ที่ทันสมัยและสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ในการดำเนินการของผู้ประกอบการในปัจจุบัน อย่างไรก็ดี หากจะมีการทำการปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงกฎหมายโดยใช้กฎหมายของต่างประเทศเป็นแบบอย่าง (Model) ฝ่ายนิติบัญญัติจะต้องคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างหน่วยเศรษฐกิจของ ปทท และของต่างประเทศ ทั้งในแง่ของขนาดเศรษฐกิจ จำนวนผู้ประกอบการในแต่ละอุตสาหกรรม และลักษณะของอุตสาหกรรมท้องถิ่นใน ปทท. ที่อาจมีความแตกต่างกับผู้ประกอบการในต่างประเทศ

                             (5)    จะต้องมีการสนับสนุน ส่งเสริมการแข่งขันทางการค้าอย่างชัดเจน และต่อเนื่องจากฝ่ายบริหารของ ปทท. ตามตัวอย่างจากประเทศสมาชิกของสหภาพยุโรป และคณะกรรมาธิการสหภาพยุโรปทั้งนี้

Print Friendly