การสัมมนาและสัมมนาเชิงปฏิบัติการ Food Safety Control: EU Member States’ Experiences and Practices (5-6 ก.ย. 2554)

เมื่อวันที่ 5-6 ก.ย. 2554 ทีมประเทศไทย ณ กรุงบรัสเซลส์ พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้จัดการสัมมนาและสัมมนาเชิงปฏิบัติการหัวข้อ ‘Food Safety Control: EU Member States’ Experiences and Practices’ ณ โรงแรม Pullman King Power กรุงเทพฯ โดยเชิญ Mr. Raymond Ellard  ผู้ตรวจขององค์กร Food Safety Authority of Ireland (FSAI) และ Mr. Freek van Zoeren รองผู้ตรวจการสูงสุด (Deputy Inspector General) ขององค์กร Food and Consumer Product Safety Authority of the Netherlands (VWA) มาเป็นผู้บรรยายพิเศษเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติและประสบการณ์ของหน่วยงานควบคุม ความปลอดภัยด้านอาหารของทั้งสองประเทศ เพื่อให้ความรู้แก่ภาครัฐและเอกชนไทย

งานสัมมนาประสบความสำเร็จด้วยดี  ได้รับความสนใจจากผู้ที่ดำเนินงานเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยด้านอาหารของไทยเป็นจำนวนมาก ทั้งจากหน่วยงานของภาครัฐ ภาคเอกชน หน่วยงานวิจัย และสถาบันวิชาการ ผลการสัมมนาโดยสรุป ดังนี้

1. รูปแบบการสัมมนา

แบ่งเป็นสองวัน โดยการสัมมนาในวันแรก (5 ก.ย.)  หัวข้อคือ “Food safety control in selected EU member states: Useful tips for Thai exporters”  มีผู้เข้าร่วมทั้งสิ้น 185 คน ส่วนการสัมมนาเชิงปฏิบัติการในวันที่สอง (6 ก.ย.)  หัวข้อคือ ‘‘Coordinating food safety control: Experiences and practices from selected EU member states’’ มีผู้สนใจเข้าร่วม ทั้งสิ้น 135 คน  การสัมมนาในช่วงเช้าของทั้งสองวันเป็นการกล่าวถ้อยแถลงเปิดการสัมมนาโดยเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์ นายอภิชาต ชินวรรโณ ตามด้วยการบรรยายของวิทยากรจากไอร์แลนด์และเนเธอร์เลนด์ และในช่วงบ่าย  ได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญระดับสูงจากภาครัฐและภาคเอกชนมาร่วมอภิปรายแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น/ประสบการณ์ของไทย

2.  สรุปสาระสำคัญจากการสัมมนา

2.1 ถ้อยแถลงเปิดการสัมมนาของเอกอัครราชทูตฯ

เอกอัครราชทูตฯ เน้นความสำคัญของการเรียนรู้การดำเนินงานของประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปในเรื่องการควบคุมมาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหาร เพราะ (1) สหภาพยุโรปมีมาตรฐานในด้านนี้ที่สูงและได้รับการยอมรับในระดับสากล ดังนั้น หากภาคเอกชนไทยเข้าใจและสามารถปฏิบัติตามได้ ก็จะเป็นประโยชน์ไม่เฉพาะต่อการส่งออกของไทยมายังสหภาพยุโรปเท่านั้น  แต่รวมถึงการส่งออกไปยังประเทศอื่นๆ ในโลกด้วย  และ (2) การดำเนินงานของหน่วยงานควบคุมในแต่ละรัฐภาคีสมาชิกนั้น มิได้มีรูปแบบเดียวกัน ดังนั้น จึงเป็นประโยชน์ต่อผู้ส่งออกของไทยที่จะเข้าใจระบบการดำเนินงานของประเทศสมาชิกที่เป็นตลาดสำคัญของไทย  หรือมีลักษณะบางด้านคล้ายคลึงกับไทย นอกจากนี้ หน่วยงานภาครัฐของไทยสามารถศึกษารูปแบบการบริหารจัดการองค์กรของประเทศเหล่านี้ เพื่อพิจารณาว่า เหมาะสมที่จะนำมาประยุกต์ใช้กับระบบองค์กรที่มีอยู่ในประเทศไทยหรือไม่ และอย่างไร

2.2 การสัมมนาในวันแรก (5 ก.ย.)

การบรรยายในช่วงเช้าเน้นให้ข้อมูลเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติของเนเธอร์แลนด์และไอร์แลนด์ ในการตรวจสอบสินค้าที่จำหน่ายภายในทั้งสองประเทศ (ทั้งสินค้าที่ผลิตภายในสหภาพยุโรป และสินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศ) ส่วนการอภิปรายในช่วงบ่ายเน้นเรื่องความท้าทายของภาคเอกชนไทยในการปฏิบัติตามกฎระเบียบเกี่ยวกับความปลอดภัยด้านอาหารของสหภาพยุโรป  ผู้ร่วมอภิปรายประกอบด้วย (1) นายวิศิษฎ์ ลิ้มประนะ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย/สภาธุรกิจไทย-อียู (2) ดร. ผณิศวร ชำนาญเวช นายกสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย (3) นายแพทย์อนันต์ ศิริมงคลเกษม นายกสมาคมผู้ผลิตไก่เพื่อการส่งออกไทย (4)  น.ส.กัณญภัค ตันติพิพัฒน์พงศ์ ประธานสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป และ (5) นายอานัติ วิเศษรจนา ผอ. สำนักมาตรฐานสินค้าเกษตร มกอช. โดยมี ผอ. บุษฎี สันติพิพักษ์ กองยุโรป 1 เป็นผู้ดำเนินการสัมมนา

2.3 การสัมมนาเชิงปฏิบัติการในวันที่สอง (6 ก.ย.)

การบรรยายในช่วงเช้า  เน้นให้ข้อมูลเกี่ยวกับการบริหารจัดการขององค์กรที่ทำหน้าที่ควบคุมมาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหารในเนเธอร์แลนด์และไอร์แลนด์   และการอภิปรายในช่วงบ่ายเน้นวิเคราะห์ระบบการควบคุมมาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหารของไทย และความเป็นไปได้ที่จะนำประสบการณ์และแนวทางปฏิบัติของสหภาพยุโรปมาปรับใช้    ผู้ร่วมอภิปรายประกอบด้วย (1) นางนันทิยา อุ่นประเสริฐ รองอธิบดีกรมประมง กระทรวงเกษตรฯ (2) นส. จงกลนี วิทยารุ่งเรืองศรี ผอ. ศูนย์ปฏิบัติการความปลอดภัยด้านอาหาร สธ. (3) นายอาณัติ วิเศษรจนา ผอ. สนง. มาตรฐานสินค้าเกษตร มกอช. (4) ดร. ทิพย์วรรณ ปริญญาศิริ ผอ. กองควบคุมอาหาร อย.   และ (5)  น.สพ. บุญเพ็ง สันติวัฒนธรรม  รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร สภาอุตสาหกรรม โดยมี อทป.พันทิพา เอี่ยมสุทธา เป็นผู้ดำเนินการอภิปราย

2.4 ข้อสรุปจากจากการบรรยายและอภิปราย

การบรรยายโดยวิทยากรรับเชิญจาก FSAI ของไอร์แลนด์ และ VWA ของเนเธอร์แลนด์ ตลอดจน การอภิปราย Panel Discussion ในช่วงบ่าย ได้ผลลัพธ์อันเป็นประโยชน์ยิ่ง ตลอดจนข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหาอันเกี่ยวกับการรักษามาตรฐานผลิตภัณฑ์สินค้าอาหารของผู้ผลิตไทย ทั้งในมุมมองของผู้ผลิต และหน่วยงานที่มีหน้าที่ควบคุมจากภาครัฐ  

3. ข้อสังเกตจากการสัมมนา

ทีมประเทศไทยฯ ได้เลือกประเทศสมาชิกของสหภาพยุโรปมาเป็นกรณีศึกษา คือ ไอร์แลนด์ และเนเธอร์แลนด์ เนื่องจากไอร์แลนด์เป็นประเทศสมาชิกของสหภาพยุโรปที่มีระบบเศรษฐกิจที่ขึ้นอยู่กับสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารอย่างมีนัยสำคัญเช่นเดียวกับประเทศไทย ส่วนเนเธอร์แลนด์นั้นจัดได้ว่าเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูงในด้านการนำเข้าสินค้าและระบบการตรวจสอบสินค้นนำเข้า เนื่องจากเป็นประเทศที่เป็นที่ตั้งของท่านำเข้าและส่งออกหลัก และมีสินค้าถูกส่งผ่านมากที่สุดของสหภาพยุโรป

ผู้แทนภาครัฐและเอกชนของไทยสนใจเข้าร่วมการสัมมนาเป็นจำนวนมากเกินเป้าหมาย และส่วนใหญ่เห็นว่า การสัมมนาให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ โดยเฉพาะการบรรยายและอภิปรายในวันที่ 2 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการแลกเปลี่ยนข้อมูลประสบการณ์ในการบริหารจัดการในเรื่องการควบคุมความปลอดภัยด้านอาหาร ทั้งในด้านโครงสร้างและการประสานงานระหว่างหน่วยงานควบคุมต่างๆ  นั้น ผู้เข้าร่วมสัมมนาให้ความสนใจและแจ้งในแบบสอบถามว่า ได้รับประโยชน์เป็นอย่างมาก  มีผู้เข้าร่วมหลายท่านเห็นว่าในประเทศไทย ควรมีการผลักดันเรื่องการพัฒนาและบูรณาการการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมมาตรฐานด้านอาหารของไทยทั้งระบบอย่างจริงจัง เพื่อให้การควบคุมมาตรฐานด้านอาหารของไทยมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งการควบคุมสินค้านำเข้า สินค้าที่ผลิตเพื่อการบริโภคภายในประเทศ และสินค้าส่งออก

การอภิปรายในช่วงบ่ายของทั้ง 2 วัน ได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิ/ประสบการณ์ระดับสูงจากจากภาครัฐและเอกชนของไทย นอกจากนี้ การอภิปรายดำเนินในลักษณะ interactive   ทำให้งานสัมมนาได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมสัมมนาเป็นอย่างมาก และการแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นมีข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์  เสริมสร้างความตระหนักเกี่ยวกับความสำคัญของการเตรียม ความพร้อมของผู้ส่งออกไทย  และการพัฒนาระบบการควบคุมความปลอดภัยด้านอาหารของไทยทั้งห่วงโซ่อาหาร    เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันทางการค้าของไทยอย่างยั่งยืน ตลอดจน          การคุ้มครองผู้บริโภคอย่างมีประสิทธิภาพ

ผู้แทนอภิปรายรับเชิญจาก FSAI และ VWA รู้สึกชื่นชมและประทับใจทัศนคติที่ดีของภาครัฐและเอกชนไทย ที่เข้าใจและให้ความสำคัญกับการพัฒนามาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหาร  รวมทั้งความจริงจังของหน่วยงานตรวจสอบของไทย และเห็นว่า แม้ว่าไทยอาจยังมีปัญหาในทางปฏิบัติที่ต้องแก้ไข รวมทั้งรูปแบบองค์กร/การบริหารจัดการที่อาจต้องปรับปรุงเพื่อให้การดำเนินงานบูรณาการและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น แต่เชื่อว่า ทั้งภาครัฐและเอกชนน่าจะสามารถแก้ไขปัญหาอุปสรรคที่มีได้ เพราะมีความตั้งใจและทัศนคดีในการที่ดีเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว

4. ข้อเสนอแนะสำหรับประเทศไทย

4.1 ประสบการณ์/แนวทางปฏิบัติของเนเธอร์แลนด์และไอร์แลนด์

ผู้แทน FSAI และ VWA ให้ความเห็นว่า มาตรการควบคุมความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์อาหารของสหภาพยุโรปซึ่งบังคับใช้ทั้งในไอร์แลนด์และเนเธอร์แลนด์นั้นมีรากฐานบนหลักเกณฑ์ที่สำคัญ ดังนี้

1)      สหภาพยุโรปถือหลักว่า ผู้ประกอบการมีหน้าที่ความรับผิดชอบหลักในการปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหาร  ขณะที่ภาครัฐเพียงแต่มีหน้าที่ให้การสนับสนุนและควบคุมเป็นสำคัญ  นอกจากนี้ เมื่อทำธุรกิจที่เกี่ยวกับอาหาร ผู้ประกอบการต้องเข้าใจว่า  การควบคุมมาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหารเป็นข้อบังคับที่ต้องปฏิบัติ  ไม่ใช่สิ่งที่เลือกกระทำเพื่อหวังช่วยเพิ่มความได้เปรียบทางการค้าหรือ comparative advantage

2)      มาตรการพิสูจน์ตรวจสอบความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์อาหารของสหภาพยุโรปจะต้องเป็นไปตามหลักการทางวิทยาศาสตร์ (Scientifically-Based Regulation) เสมอ  อย่างไรก็ดี มีการเปิดโอกาสให้ผู้ส่งออกให้คำอธิบายและพิสูจน์ถึงความปลอดภัยตามกฎเกณฑ์ที่สหภาพยุโรปกำหนดได้  ด้วยวิธีการที่เป็นที่ยอมรับในแวดวงวิทยาศาสตร์ แม้ว่าวิธีการนั้นอาจจะอยู่นอกเหนือจากที่ได้บัญญัติไว้ในหลักเกณฑ์ของสหภาพยุโรป

3)      ความเข้มงวดในการตรวจสอบ ความถี่ของการสุ่มตรวจ การบังคับใช้มาตรการควบคุม และความรุนแรงของมาตรการแทรกแซงจะแปรผันโดยตรงกับระดับของความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์ หน่วยงานของรัฐมีหน้าที่จะต้องทำการประเมินความเสี่ยง (Risk Assessment) ของสินค้า โดยคำนึงถึงปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ซึ่งรวมไปถึง ประเภทของอาหาร ประวัติของผู้ประกอบการ และความสมัครใจของผู้ผลิตหรือผู้ส่งออกในการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของสินค้าให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด

4)      ความสำคัญของการจัดให้มีมาตรการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) บังคับให้ผู้ประกอบการทำฐานข้อมูลบันทึกแหล่งที่มาของวัตถุดิบและรายนามของผู้รับซื้อสินค้า เพื่อป้องกันการส่งผ่านของสินค้าที่ไม่ผ่านการตรวจสอบหรือสินค้าที่ผลิตจากวัตถุดิบที่ไม่ได้มาตรฐานไปถึงมือผู้บริโภค และเพื่อความรวดเร็วในการบังคับใช้มาตรการแทรกแซงเมื่อมีการตรวจพบสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน ไม่ว่าการตรวจสอบนั้นจะทำในขั้นตอนใดของกระบวนการผลิตสินค้าก็ตาม

5)      สหภาพยุโรปและประเทศสมาชิกมีการใช้ Rapid-Alert System หรือระบบการเตือนภัยอันรวดเร็วเมื่อมีการค้นพบสินค้าที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภคทั้งจากภายในและภายนอกสหภาพยุโรป โดยหน่วยงานที่ตรวจพบการปนเปื้อนในสินค้าจะต้องส่งผ่านข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าและผลการตรวจสอบไปยังศูนย์ติดต่อภายในประเทศ ซึ่งจะนำส่งข้อมูลให้กับกรุงบรัสเซลส์เพื่อออกคำเตือนให้กับประเทศสมาชิกประเทศอื่นๆ ต่อไปอย่างรวดเร็ว

6)      ผู้แทน VWA เน้นย้ำว่า สำหรับประเทศที่เป็น trading country เป็นจุดกระจายสินค้า รวมทั้งประเทศที่พึ่งพาการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหาร เช่น เนเธอร์แลนด์ การรักษาชื่อเสียงของประเทศในเรื่องการควบคุมมาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหาร เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพราะเมื่อเสียหาย ต้องใช้เวลานานกว่าจะเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนได้                         

4.2 ความท้าทายของภาคเอกชนไทยในการปฏิบัติตามกฎระเบียบของสหภาพยุโรป                 

1)      ทั้งวิทยากรรับเชิญจาก FSAI และ VWA ตลอดจนผู้อภิปรายชาวไทยทั้งจากภาครัฐและเอกชนเห็นพ้องว่า การยกระดับความเข้มงวดของมาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหารที่ถูกบังคับใช้ในสหภาพยุโรปนั้น ไม่ควรถูกมองว่าเป็นบ่อเกิดของการเสียเปรียบทางการค้าหรือการกีดกันทางการค้าสำหรับผู้ประกอบการไทย หากแต่เป็นการเปิดโอกาสอันดีให้กับผู้ประกอบการชาวไทยได้ยกระดับมาตรฐานสินค้าของตนเองเพื่อให้เป็นที่ยอมรับในตลาดโลก

2)      ผู้อภิปรายจากภาครัฐและเอกชนไทยเห็นว่า สหภาพยุโรปยังเป็นตลาดที่สำคัญและมีลู่ทางขยายตัว แม้ว่าราคาสินค้าอาหารที่ส่งออกไปยังสหภาพยุโรป เช่น อาหารทะเลบางชนิด อาจได้ราคาไม่สูงเท่ากับส่งออกไปยังญี่ปุ่นและสหรัฐฯ แต่ก็ยังเป็นราคาที่ดีและสูงกว่าในตลาดอื่นๆ นอกจากนี้ แม้ว่าสหภาพยุโรปจะมีมาตรฐานที่สูงและมีการส่งคณะฯ มาตรวจสอบเป็นระยะๆ แต่คณะผู้ตรวจสอบก็มีความเชี่ยวชาญจริง และแม้จะเข้มงวด แต่ก็เปิดกว้างรับฟังข้อจำกัด/สภาพการณ์พิเศษของไทยที่อาจแตกต่างกับสหภาพยุโรป ไม่ได้ตรวจสอบโดยยึดกฎเกณฑ์ตามตำราของตนอย่างไม่ยืดหยุ่นในเรื่องวิธีการ  เช่น  คู่ค้าบางประเทศ  หลายสิบปีที่ผ่านมา สาเหตุที่สินค้าไทยพัฒนาคุณภาพได้ดังเช่นปัจจุบัน ก็ส่วนหนึ่งก็เพราะมีลูกค้าที่มีมาตรฐานสูง เช่น สหภาพยุโรป                                                                        

3)      ผู้อภิปรายจากภาคเอกชนไทยเห็นว่า  ภาคเอกชนไทยไม่ได้กลัวการกำหนดมาตรฐานที่สูง เพราะเชื่อว่าประเทศไทยสามารถปฏิบัติตามได้   ตราบที่การกำหนดมาตรฐานดังกล่าวอยู่บนพื้นฐานที่มีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์สนับสนุน สามารถปฏิบัติได้จริง และไม่ใช่การเลือกประติบัติทางการค้าหรืออื่นๆ กับไทย  และที่สำคัญ คือ ขอให้แจ้งล่วงหน้าให้ผู้ประกอบการไทยทราบ โดยให้เวลานานเพียงพอสำหรับการปรับตัว นอกจากนี้  ขอให้สหภาพยุโรปมีความเข้าใจสภาพการณ์ในประเทศไทยที่อาจแตกต่างกับสหภาพยุโรป เช่น ในด้านธรรมชาติ/สิ่งแวดล้อม และควรต้องมีความยืดหยุ่น เช่น ในเรื่องวิธีการ/เวลาให้ด้วย                              

4)      สำหรับปัญหาที่ผู้ประกอบการไทยประสบในขณะนี้ เกี่ยวกับการถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวดสำหรับสินค้าผักสดบางชนิดนั้น   คำแนะนำของผู้แทนจาก FSAI และ VWA คือ  เป็นธรรมดาที่สหภาพยุโรปทั้งในระดับประชาคมและประเทศสมาชิกจะเข้มงวดจนกว่าปัญหาดังกล่าวจะบรรเทาไป   และไม่ได้กระทำเฉพาะกับสินค้าจากประเทศที่สาม  แต่รวมถึงสินค้าที่ผลิตในสหภาพยุโรปด้วย   คำแนะนำคือ ขอให้เร่งแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง  รวมทั้งแสดงความร่วมมือและพยายามปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานตรวจสอบ เช่น  Food and Veterinary Office ของสหภาพยุโรป                

5)      ต่อข้อสงสัยของภาครัฐและเอกชนไทยว่า ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปมีแนวทางปฏิบัติที่เข้มงวดแตกต่างกันหรือไม่นั้น  ผู้แทนจาก FSAI และ VWA ยืนยันว่า ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปทุกประเทศใช้กฎระเบียบเดียวกัน  แต่บางประเทศอาจมีกฎระเบียบภายในประเทศเพิ่มเติม หรือเข้มงวดในการตรวจเป็นพิเศษเพราะสถานการณ์เฉพาะในประเทศนั้นๆ ที่ทำให้ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เช่น มีพืชเศรษฐกิจที่ในประเทศดังกล่าวที่อาจได้รับผลกระทบหากมีการแพร่ระบาดของศัตรูพืชจากสินค้านำเข้า เป็นต้น

6)      ผู้แทน VWA กล่าวย้ำว่า  การที่ผู้ประกอบการไทยพัฒนามาตรฐานด้านอาหารของตน จะช่วยให้สามารถแข่งขันคุณภาพในตลาดต่างประเทศได้มากขึ้น แต่ไม่ได้เป็นหลักประกันว่า จะต้องได้สัดส่วนตลาดเพิ่มขึ้น ราคาเพิ่มขึ้น หรือโควตาเพิ่มขึ้นเสมอไป เพราะใน 2 ประเด็นแรก มีกลไกตลาด         อุปสงค์/อุปทานเข้ามาเกี่ยวข้อง  และในกรณีโควต้า ถือเป็นเรื่องการเมือง การเพิ่มหรือลดโควต้าไม่ได้เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยด้านอาหาร

7)      ในปัจจุบัน ในประเทศไทย ได้มีการรวมตัวกันเป็นสมาคมของกลุ่มผู้ส่งออกสินค้าในแต่ละประเภทและมีการดำเนินการอย่างจริงจังและต่อเนื่องในการส่งผ่านและการแจ้งรายงานข้อมูลเกี่ยวกับมาตรการใหม่ๆ ที่สหภาพยุโรปได้นำมาใช้  เพื่อให้ผู้ประกอบการได้นำไปกำหนดใช้ในกระบวนการผลิตของตนเอง ทั้งนี้ ในปัจจุบันประเทศไทยจัดได้ว่าเป็นหนึ่งในประเทศผู้ส่งออกชั้นนำของผลิตภัณฑ์สินค้าอาหารที่มีมาตรฐานการผลิตอยู่ในระดับดีมาก ดังนั้น การยกมาตรฐานนอกจากจะส่งผลให้สินค้ามีราคาดีขึ้นแล้ว ยังอาจทำให้ประเทศคู่แข่งขันที่ไม่สามารถผลิตได้ตามมาตรฐานดังกล่าวจำต้องสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดให้กับผู้ส่งออกจากประเทศไทยก็เป็นได้

8)      ตัวแทนจากหน่วยงานของภาคเอกชนไทยขอให้ทางสหภาพยุโรปช่วยควบคุมดูแลเกี่ยวกับการใช้มาตรฐานเอกชนที่มีการกำหนดเพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน ที่มีสภาพเสมือนบังคับในแนวปฏิบัติของตลาดหลายๆแห่งของยุโรปโดยเฉพาะในเครือซูเปอร์มาร์เก็ตและห้างสรรพสินค้า เนื่องจากมาตรฐานเอกชนเหล่านี้ทำให้ผู้ผลิตไทยต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมเป็นจำนวนมาก ทั้งยังมีระบบการตรวจสอบที่ไม่เปิดโอกาสให้กับผู้ประกอบการไทยพิสูจน์มาตรฐานหรือแสดงเหตุผลประกอบตามอย่างการปฏิบัติงานขององค์กรตรวจสอบจากสหภาพยุโรป   อย่างไรก็ดี ผู้แทนจากทั้ง FSAI และ VWA กล่าวว่า  ผู้ผลิตสินค้าในสหภาพยุโรปก็ได้รับผลกระทบจากมาตรฐานภาคเอกชนที่มีการกำหนดขึ้นเช่นกัน  แต่สหภาพยุโรปไม่มีกฎหมายที่จะรับรองการจำกัดเสรีภาพทางของผู้ประกอบการเอกชนในการดำเนินการธุรกิจจัดทำมาตรฐานสินค้าได้เลย ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยอาจจะต้องแก้ปัญหาด้วยการสร้างชื่อเสียงและความเชื่อมั่นอย่างยิ่งยวดต่อสินค้าไทยในตลาดโลก ทำให้สินค้าไทยเป็นที่ต้องการสูง

 

3.   รูปแบบโครงสร้างของหน่วยงานในประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปที่มีหน้าที่รับผิดชอบควบคุมความปลอดภัย                                                                                                       

1)      มีข้อกำหนดจากสหภาพยุโรปให้แต่ละประเทศสมาชิกต้องมีการจัดตั้งเป็นองค์กรรวมหนึ่งเดียว  หรือ Single Agency ที่มีหน้าที่ควบคุมเรื่องความปลอดภัยด้านอาหาร  แต่ไม่ได้กำหนดรูปแบบขององค์กรดังกล่าว  ดังนั้น  รูปแบบขององค์กรในแต่ละประเทศสมาชิกจึงมีความแตกต่างกันเป็นอย่างมาก ตัวอย่างเช่น ประเทศเนเธอร์แลนด์ได้กำหนดให้มีมีการดำเนินการโดยใช้องค์กรควบคุม (VWA) เป็นตัวแทนเพียงหนึ่งเดียว ในการควบคุมดูแลและดำเนินการตรวจสอบเองทั้งหมด ในขณะที่ไอร์แลนด์ จัดตั้งองค์กรควบคุมความปลอดภัยทางด้านอาหารของประเทศไอร์แลนด์ (FSAI) ให้เป็นหน่วยงานมีอำนาจหลักตามกฎหมาย  อย่างไรก็ดี ส่วนใหญ่ FSAI ไม่ได้ดำเนินการตรวจสอบเอง  แต่ใช้วิธีจัดให้มีการทำสัญญาจ้าง (Service Contracts) กับองค์กรตรวจสอบอื่นๆ  เพื่อให้ทำหน้าที่ตรวจสอบให้  โดย FSAI ควบคุม/ตรวจสอบองค์กรเหล่านี้อีกที                                                                         

2)      อย่างไรก็ดี การดำเนินงานด้วยองค์กรที่มีรูปแบบโครงสร้างที่แตกต่างกัน ก็มีลักษณะร่วมสำคัญอันเป็นรากฐานของความสำเร็จของทั้งสองหน่วยงาน ดังนี้

a.      ทั้ง VWA และ FSAI เป็นหน่วยงานที่มีการดำเนินงานเป็นอิสระ แม้ว่าทั้งสององค์กรจะขึ้นตรงกับกระทรวง คือ กระทรวงเกษตรในกรณีของ VWA และกระทรวงสาธารณสุขในกรณีของ FSAI แต่ทั้งสองหน่วยงานได้มีการดำเนินงานเป็นอิสระจากกระทรวงต้นสังกัด ไม่มีการแทรกแซงเพื่อให้เกิดผลประโยชน์แก่นโยบายอื่นๆของกระทรวงโดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายเชิงเศรษฐกิจ และยังเป็นหน่วยงานที่ถูกตรวจสอบโดยองค์กรภายนอกที่ได้รับมอบหมายมาจากสหภาพยุโรปอีกด้วย

b.      การตรวจสอบอย่างเข้มงวด (Strict Policing) เพียงอย่างเดียวนั้น ไม่สามารถยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ การดำเนินงานของหน่วยงานนั้นจะต้องกระทำไปโดยมีเป้าหมายหลักอยู่ที่การปลูกจิตสำนึกให้กับผู้ประกอบการภาคเอกชน โดยมีนโยบายสนับสนุนการดำเนินการยกระดับมาตรฐานสินค้าด้วยความสมัครใจของผู้ประกอบการเอง                                            

c.       หน่วยงานของรัฐจะต้องรับผิดชอบจัดทำรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับมาตรฐานความปลอดภัย และกฎหมายต่างๆที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งทำการสื่อสารข้อมูลไปยังผู้ผลิต โดยหน่วยงานควรจะรวบรวมข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวกับสินค้าชนิดเดียวกันไว้ในที่เดียวกัน ทำการจัดพิมพ์เป็นรูปเล่มหรือทางเว็บไซต์พร้อมทั้งคำอธิบายประกอบ (Guidance Note) ซึ่งง่ายต่อการทำความเข้าใจ หน่วยงานอาจสนับสนุนการผลิตเพื่อการส่งออกโดยจัดให้มีการรวบรวมข้อมูลมาตรฐานความปลอดภัยของสินค้าอาหารของประเทศปลายทางและวิธีการขอใบรับรอง (Certificate) ของประเทศเหล่านั้นอีกด้วยก็ได้                      

d.      ควรจัดให้มีการขอใบรับรองมาตรฐานความปลอดภัยสินค้าด้วยระบบอิเล็คทรอนิกส์ (E-Certification Process) เพื่ออำนวยความสะดวกในการซื้อขายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสินค้าที่ได้รับการประเมินให้มีความเสี่ยงอยู่ในระดับต่ำ

e.      ผู้แทนจาก FSAI และ VWA ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์การประสานงานและจัดการกับปัญหาในกรณีสถานการณ์วิกฤตที่เกิดขึ้นจริงในประเทศตน และเน้นย้ำความสำคัญของการกำหนด Procotol แบ่งอำนาจ/หน้าที่ และแนวทางปฏิบัติ ซึ่งเป็นที่รับทราบและยึดถือปฏิบัติโดยทุกหน่วยงาน เมื่อเกิดเหตุการณ์วิกฤต  

4.   ระบบการควบคุมความปลอดภัยด้านอาหารของไทย                                              

1)      ในปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีการจัดตั้งหน่วยงานที่เป็น Single Agency ให้มาดำเนินการตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยของอาหาร อย่างไรก็ตาม หน่วยงานต่างๆของรัฐที่มีหน้าที่ตรวจสอบได้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ มีการแลกเปลี่ยนข้อมูล และให้ความร่วมมือแก่กันในทุกโอกาส พร้อมทั้งยังได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากภาคเอกชนในการตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการพิสูจน์ตรวจสอบโดยตัวแทนขององค์กรที่มาจากสหภาพยุโรป

2)      ผู้เชี่ยวชาญตัวแทนจากภาครัฐเห็นว่า การมีองค์กรควบคุมในลักษณะ Single Agency อาจกระทำได้ยากในประเทศไทย  แต่สนับสนุนให้ปรับปรุงโครงสร้างของระบบควบคุมมาตรฐานของไทยให้เป็นไปในรูปแบบ Single Window กล่าวคือ ให้มีการคงไว้ซึ่งโครงสร้างของแต่ละองค์กรเฉกเช่นในปัจจุบัน หากแต่ในขณะเดียวกันต้องจัดให้มีตัวแทนติดต่อเพียงหนึ่งเดียวที่ผู้ประกอบการจะสามารถเข้าไปหาเพื่อขอข้อมูล หรือเพื่อทำการขอใบรับรอง ในปัจจุบันหน่วยงานของประเทศไทยมีศักยภาพและความพร้อมในการใช้ระบบการขอใบรับรองอิเล็คทรอนิกส์แล้ว แต่ยังมีอุปสรรคในเรื่องความพร้อมของประเทศคู่ค้าซึ่งส่วนมากยังไม่มีทรัพยากรรองรับการดำเนินงานในรูปแบบดังกล่าว

อนึ่ง ในเรื่องนี้ ผู้แทน VWA มีความเห็นว่า จากประสบการณ์ของเนเธอร์แลนด์และประเทศสหภาพยุโรปหลายประเทศพบว่า  การมีหน่วยงานควบคุมมากเกินไปทำให้การดำเนินงานควบคุมไม่มีประสิทธิภาพ และอาศัยการประสานงานเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ  การมี Single Agency เป็นความจำเป็น และประเทศในยุโรปเองก็ถูกสถานการณ์บังคับให้ต้องมีการจัดตั้งหน่วยงานดังกล่าวขึ้นภายหลังจากเกิดเหตุการณ์ food scares ที่ร้ายแรงเกิดขึ้นในหลายประเทศในช่วงทศวรรษ 1990 ซึ่งทำให้มีผู้ล้มป่วยและเสียชีวิตจำนวนมาก  อย่างไรก็ดี  ยอมรับว่า อาจต้องปรับรูปแบบองค์กรและวิธีการดำเนินการให้เหมาะสมกับสถานการณ์ในแต่ละประเทศ  

3)      การยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของสินค้าที่ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชนจะนำไปสู่ผลลัพธ์สุดท้าย อันได้แก่การสร้างภาพลักษณ์ที่ดี และความน่าเชื่อถือในตลาดโลกของผลิตภัณฑ์อาหารจากประเทศไทย ยิ่งไปกว่านั้น กระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐานยังส่งผลให้ผู้ซื้อภายในประเทศได้บริโภคอาหารที่ปลอดภัย มีคุณภาพ ส่งเสริมคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของผู้บริโภคชาวไทยอีกด้วย

Print Friendly