ข้อมูลโปรตุเกส

สาธารณรัฐโปรตุเกส

( The Republic of Portugal )

ข้อมูลทั่วไป

ที่ตั้ง ตั้งอยู่บนคาบสมุทรไอบีเรียทางตะวันตกเฉียงใต้ของยุโรป ทิศตะวันตกและทิศใต้ติดมหาสมุทรแอตแลนติก ทิศเหนือและทิศตะวันออกติดสเปน มีพรมแดนร่วมยาว1,214 กม. และมีดินแดนปกครองตนเอง 2 แห่งคือ เกาะ Azores และ Madeira

พื้นที่ 92,391 ตารางกิโลเมตร

ลักษณะอากาศ อากาศอบอุ่นแบบภาคพื้นสมุทร อากาศเย็นมีฝนชุกทางเหนือ

อุณหภูมิเฉลี่ยในฤดูหนาว 10 องศาเซลเซียส และอุณหภูมิเฉลี่ยในฤดูร้อน 23 องศาเซลเซียส

จำนวนประชากร 10,509,000 คน (ปี 2547)

อัตราการเพิ่มประชากร ร้อยละ 0.20 (ประมาณการ พ.ศ. 2547)

อายุเฉลี่ย 76.6 ปี

GDP 135,035 ล้านยูโร

GDP ต่อหัว 12,850 ยูโร

ภาษา โปรตุเกส

อัตราการรู้หนังสือ ร้อยละ 93 (ประมาณการ พ.ศ. 2546)

ศาสนา โรมันคาทอลิก ร้อยละ 94 โปรเตสแต้นท์และอื่น ๆ รวม ร้อยละ 6

วันชาติ วันที่ 10 มิถุนายน

เมืองหลวง กรุงลิสบอน (ประชากรในเขตเทศบาลประมาณ 559,000 คน รวมชานเมือง 2,618,100 คน)

เมืองสำคัญ ปอร์โต (ประชากรในเขตเทศบาล 264,200 คน รวมชานเมืองด้วยประมาณ 1,500,00 0 คน) เมืองใหญ่อันดับสองรองจากกรุงลิสบอน เป็นเมืองธุรกิจ เมืองท่าและอุตสาหกรรม เมืองสำคัญอื่น ๆ ได้แก่โคอิมบรา บรากา เอวอรา เซตูบัล ฟาโร

สมาชิกองค์การระหว่างประเทศ สหประชาชาติ นาโต สหภาพยุโรป ADB FAO IADB IAEA ILO WTO UNESCO UNIDO UPU ITU WIPO WMO ZVC WEU GATT IMF WHO OECD OSCE CPLP(กลุ่มประเทศที่ใช้ภาษาโปรตุเกส)

ระบบการปกครอง ประชาธิปไตยแบบรัฐสภาเดียว มีสมาชิกรัฐสภา 230 คน แบ่งการปกครองเป็น 18 เขต และมีเขตปกครองตนเอง 2 แห่ง คือเกาะมาไดรา และหมู่เกาะอาซอเรส

ประมุขประเทศ ประธานาธิบดี Jorge Fenando Franco Sampaio มาจากการเลือกตั้ง สังกัดพรรคสังคมนิยม(Socialist Party-PS) ดำรงตำแหน่งวาระ 5 ปีและดำรงตำแหน่งได้ไม่เกินสองสมัย

หัวหน้ารัฐบาล นายกรัฐมนตรี นายJose Socrates สังกัดพรรคสังคมนิยม (Socialist Party-PS)

พรรคการเมืองสำคัญ พรรคสังคมนิยม (PS) และพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตย(PSD) นอกนั้นเป็นพรรคเล็ก ๆ ได้แก่ พรรคCDU พรรค Social Democratic Center/Popular Party และ Left Bloc

ระบบการคมนาคม

ทางรถไฟ ระยะทางรวมกัน 2,850 กิโลเมตร ทั้งระบบรางคู่และไฟฟ้า เป็นกิจการของรัฐ เส้นทางหลักเริ่มจากกรุงลิสบอนถึงปอร์โต และมีทางรถไฟระหว่างประเทศไปยังกรุงมาดริด นอกจากนั้นยังมีระบบขนส่งมวลชนในกรุงลิสบอนและบริเวณโดยรอบด้วย การบริการตรงต่อเวลา

ทางรถยนต์ มีทางหลวงระยะทาง 68,732 กิโลเมตร ทั้งลาดยางและคอนกรีต ขณะนี้ถนนสายหลักกำลังได้รับการปรับปรุงเพื่อให้อยู่ในมาตรฐานสหภาพยุโรป
ทางอากาศ มีสนามบินทั้งหมด 66 แห่ง เป็นสนามบินนานาชาติ 5 แห่ง ที่กรุงลิสบอน ปอร์โต ฟาโร มาไดรา และอาซอเรส

ทางน้ำ ท่าเรือที่สำคัญคือ กรุงลิสบอน ปอร์โต อาซอเรส และเซตูบัล ฟุนชัล ไวอะนา ดู คาสเทลโล และท่าเรือน้ำลึกแห่งใหม่ที่เมืองซีเนส

ประวัติศาสตร์โดยย่อ

โปรตุเกสเป็นประเทศเก่าแก่มีเอกราชตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 คนพื้นเมืองดั้งเดิมที่ตั้งรกราก
เป็นครั้งแรกในโปรตุเกสเรียกว่า Lusitanian เป็นชนเผ่า Celtic ยุคต้น ต่อมาอาณาจักรโรมันได้แผ่ขยายเข้ามายังดินแดนแห่งนี้เมื่อ 140 ปี ก่อนคริสตศักราช และก่อนสิ้นสุดการปกครองของโรมัน ชนเผ่า Visigoth ได้เข้ารุกรานและยึดครองคาบสมุทรไอบีเรีย ต่อมา พวกมัวร์จากอัฟริกาเหนือได้ยกทัพเข้ายึดดินแดนแถบนี้จากพวกวิสิโกธ โปรตุเกสได้ทำสงครามกับพวกมัวร์จนได้ชัยชนะประกาศเป็นเอกราชเมื่อปี ค.ศ. 1143

พระเจ้าชูเอาที่ 1 (Joao I) (1385-1433) เป็นกษัตริย์โปรตุเกสที่สามารถรวบรวมประเทศให้เป็นปึกแผ่น และได้ขับไล่ทั้งพวก Castilian และพวกมัวร์ออกจากโมร็อกโก ต่อมาในสมัยเจ้าชาย Henry the Navigator ซึ่งเป็นพระโอรสของพระเจ้า Joao I โปรตุเกสได้ผนวกดินแดนโพ้นทะเลเป็นอาณานิคมได้หลายแห่ง อาทิ :

ปี ค.ศ. 1488 Bartolomeu Dias สามารถเดินทางไปถึงแหลม Good Hope ปี ค.ศ. 1498 Vasco da Gama เดินทางโดยเรือไปถึงฝั่งตะวันตกของอินเดีย ถึงกลางศตวรรษที่ 16 โปรตุเกสขยายอาณาเขตไปจนถึงแอฟริกาฝั่งตะวันตกและตะวันออก บราซิล เปอร์เซีย อินโดจีน และมาลายู

ปีค.ศ. 1581 กษัตริย์ Philip II ของสเปนได้รุกรานโปรตุเกสและยึดครองเป็นเวลา 60 ปี ทำให้การค้าของโปรตุเกสช่วงนั้นหยุดชะงัก

ต่อมา ดัช อังกฤษ และฝรั่งเศส ได้ชิงส่วนแบ่งของอาณานิคมและการค้าจากโปรตุเกสได้ในช่วง ค.ศ. 1640

ในปี ค.ศ. 1889 กษัตริย์ Carlos ได้ขึ้นครองราชย์ และได้แต่งตั้ง Joao Franco เป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อ ค.ศ. 1906 ซึ่งบริหารประเทศแบบเผด็จการ ค.ศ. 1908 กษัตริย์ Carlos และรัชทายาทถูกลอบปลงพระชนม์กลางถนนในกรุงลิสบอน กษัตริย์ Manuel II ขึ้นครองราชย์แทน แต่ก็ถูกปฏิวัติใน ค.ศ. 1910 โปรตุเกสเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบสาธารณรัฐตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง โปรตุเกสเป็นพันธมิตรกับอังกฤษ และร่วมรบกับฝ่าย สัมพันธมิตรทั้งในแอฟริกาและยุโรปตะวันตก แต่ช่วงหลังสงคราม เศรษฐกิจทรุดตัวลงเรื่อย ๆ ทำให้เกิดการปฏิวัติขึ้นใน ค.ศ. 1926 และนายพล Carmona ได้ขึ้นเป็นประธานาธิบดี โดยมีนาย Antonio Oliveira Salazar เป็นรัฐมนตรีการคลัง ซึ่งต่อมาได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี (1932-1968)โดยปกครองประเทศแบบเผด็จการ

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองโปรตุเกสวางตัวเป็นกลางแต่อนุญาตให้ฝ่ายสัมพันธมิตรใช้ฐานทัพอากาศและฐานทัพในมหาสมุทร ของตนได้ ตั้งแต่ปีค.ศ. 1943 จนสงครามสิ้นสุด

โปรตุเกสเข้าร่วมเป็นสมาชิกก่อตั้งของ NATO ในค.ศ. 1949 เป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติในปี ค.ศ. 1955 โปรตุเกสเริ่มทำสงครามกับประเทศอาณานิคมซึ่งต้องการเป็นประเทศเอกราชตั้งแต่ ค.ศ. 1950 เป็นต้นมา โดยเฉพาะกับประเทศในแอฟริกาซึ่งได้ทำสงครามยืดเยื้อและสร้างความเสียหายให้แก่โปรตุเกสมากที่สุด ค.ศ. 1961 เมือง Goa ถูกอินเดียยึดกลับไป และในปีเดียวกันเกิดกบฏต่อต้านโปรตุเกสในอังโกลา ต่อมาอีก 13 ปี ตลอดสมัยของนาย Salazar และรัฐบาลต่อจากนั้น คือรัฐบาลของนาย Marcello Caetano ก็ได้ทำสงครามกับเหล่าอาณานิคมอย่างต่อเนื่องท่ามกลางการต่อต้านจากนานาชาติ จนทำให้เศรษฐกิจของโปรตุเกสถดถอยเนื่องจากต้องใช้งบประมาณด้านการทหารจำนวนมาก ทำให้ฝ่ายซ้ายในขณะนั้นทำการปฏิวัติในวันที่ 25 เมษายน ค.ศ.1974 หลังจากนั้น รัฐบาลฝ่ายซ้ายได้ทยอยปลดปล่อยอาณานิคม ได้แก่ กินีบิสเซา เคปเวิร์ด โมซัมบิก แต่ยังมีส่วนสนับสนุนการทำสงครามกลางเมืองในอังโกลาและติมอร์ตะวันออกซึ่งถูกอินโดนีเซียผนวกเป็นดินแดนของตน

ตั้งแต่โปรตุเกสได้เข้าร่วมเป็นสมาชิก European Economic Union (ปัจจุบันคือ European Union) เมื่อวันที่ 1 มกราคม ค.ศ.1986 โปรตุเกสเริ่มมีเสถียรภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจ จากการเลือกตั้งทั่วไปล่าสุดเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ค.ศ.2005 พรรคสังคมนิยมชนะการเลือกตั้ง โดยได้รับเสียงข้างมาก 121 ที่นั่ง พรรค PSD ได้ 75 ที่นั่ง พรรค CDU ได้ 14 ที่นั่ง พรรค CDS ได้12 ที่นั่ง พรรค BE ได้ 8 ที่นั่ง นาย Jose Socrates หัวหน้าพรรค PS ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และได้เข้ารับหน้าที่ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม ค.ศ. 2005

*********

เศรษฐกิจโปรตุเกส

1. ภาพรวม

ภายหลังการปฏิวัติเมื่อ 25 เมษายน 2517 ซึ่งล้มล้างระบอบเผด็จการ ในวันที่ 11 มีนาคม 2518 รัฐบาลคอมมิวนิสต์เข้าครองอำนาจ และประกาศยึดธุรกิจต่างๆ รวมทั้งธนาคารเป็นของรัฐบาล (Nationalization) แต่ในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2518 พรรคคอมมิวนิสต์สูญเสียอำนาจ รัฐบาลใหม่ลดความรุนแรงในนโยบายเศรษฐกิจ ระบบการเมืองเริ่มมีเสถียรภาพ แต่ยังคงมีแนวทางสังคมนิยม ประกาศใช้รัฐธรรมนูญใหม่ในวันที่ 25 เมษายน 2519 ต่อมา ในปี 2529 ซึ่งเป็นปีที่โปรตุเกสเข้าเป็นสมาชิกประชาคมเศรษฐกิจยุโรป เศรษฐกิจโปรตุเกสเริ่มปรับเปลี่ยนไปในแนวทางเสรีนิยมมากขึ้น เริ่มขายกิจการ ธุรกิจต่าง ๆ คืนให้เอกชน โดยมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อรองรับระบบเศรษฐกิจเสรี ตั้งแต่นั้นมา เศรษฐกิจโปรตุเกสเริ่มมีความหลากหลาย และเน้นหนักภาคบริการมากขึ้น และโปรตุเกสเริ่มใช้เงินยูโรเมื่อวันที่ 1 ม.ค. 2545

โปรตุเกสประสบปัญหาทางเศรษฐกิจถดถอยตั้งแต่ปี 2544 โดยในปีนั้น รัฐบาลขาดดุลงบประมาณถึง ร้อยละ 4.1 ของผลผลิตมวลรวมแห่งชาติ (GDP) ซึ่งเป็นการละเมิดข้อตกลง Stability and Growth Pact ของสหภาพยุโรป ที่กำหนด limit การขาดดุลงบประมาณของภาครัฐของประเทศสมาชิกไม่เกินร้อยละ 3 ทำให้รัฐบาลโปรตุเกสต้องออกมาตรการต่าง ๆ ที่เข้มงวดเพื่อลดการใช้จ่ายเงินของภาครัฐในปีต่อ ๆ มา โดยในปี 2546 ขาดดุลงบประมาณร้อยละ 2.8 ของ GDP และในปี 2547 รัฐบาลประมาณการว่าขาดดุลงบประมาณ 2.9% ของ GDP ทั้งนี้ รัฐบาลได้ดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจให้เสรีมากขึ้น อาทิ การดำเนินนโยบายเข้มงวดทางการคลัง ลดการลงทุนภาครัฐ ปรับปรุงการบริการของภาครัฐ ปิดกิจการของหน่วยงานที่รัฐต้องสนับสนุนงบประมาณ รวมทั้งการเร่งควบกิจการ ยกเลิกการให้การอุดหนุนสินเชื่อสำหรับที่อยู่อาศัย เข้มงวดไม่ให้มีการหลีกเลี่ยงการเสียภาษี แปรรูปวิสาหกิจ ปรับเปลี่ยนกฎหมายแรงงานให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้นต่อผู้ประกอบการ (มีผลตั้งแต่ 1 ธ.ค. 2546) และมาตรการอื่นๆ

ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2547 รัฐบาลเพิ่มอัตราค่าจ้างขั้นต่ำขึ้น 2.5% เป็น 365.60 ยูโร/เดือน (ร้อยละ 5.5 ของคนทำงานทั้งหมด รับค่าจ้างขั้นต่ำนี้) และในปี 2547 รัฐบาลประกาศไม่ขึ้นเงินเดือนพนักงานของรัฐที่มีเงินเดือน 1,000 ยูโรขึ้นไป และขึ้นเงินเดือน 1.5 % แก่ผู้ที่มีเงินเดือนต่ำกว่า 1,000 ยูโร

ตามเอกสารรายงานการคาดการณ์ทางเศรษฐกิจของคณะกรรมาธิการยุโรประบุว่ามาตรการต่าง ๆ ของรัฐบาลโปรตุเกสได้ส่งผลในทางบวกต่อการพยุงการขาดดุลงบประมาณในปี 2548 อย่างไรก็ตาม จะยังไม่เพียงพอที่จะฉุดรั้งให้ภาวะการขาดดุลงบประมาณในอนาคตอยู่ในระดับต่ำกว่า 3% ได้ และคณะกรรมาธิการฯ คาดว่าในปี 2548 โปรตุเกสจะขาดดุลงบประมาณถึง 3.7 % ของ GDP และในปี 2549 จะเพิ่มเป็น 3.8 %

2. เศรษฐกิจในปี 2547

เศรษฐกิจโปรตุเกสมีการเติบโตอย่างแท้จริงในปี 2547 ในอัตราร้อยละ 1 หลังจากที่หดตัว 1.1 % ในปี 2546 การเติบโตในปี 2547 มาจากการบริโภคภายในประเทศที่สูงขึ้น ในขณะที่อุปสงค์จากต่างประเทศลดลง หมายถึงการนำเข้าสูง แต่การส่งออกลดลง ซึ่งส่งผลกระทบอย่างเห็นได้ชัดในช่วงไตรมาศที่ 4 ของปี 2547 โดยในช่วง ม.ค.-พ.ย. 2547 โปรตุเกสส่งสินค้าออกเพิ่มขึ้น 4.9 % ในขณะที่นำเข้าเพิ่มขึ้นถึง 10.5 %

ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2547 การสำรวจของคณะกรรมาธิการยุโรประบุว่ามี mixed signals ในแง่พฤติกรรมผู้บริโภค โดยความมั่นใจผู้บริโภคลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับไตรมาสที่สาม ซึ่งเป็นผลมาจากการคาดการณ์ถึงอัตราการว่างงานที่จะสูงขึ้นในรอบ 12 เดือนข้างหน้า และสำนักงานสถิติแห่งชาติโปรตุเกสระบุว่ามูลค่าค้าปลีกและการสั่งสินค้าลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสที่สาม อย่างไรก็ตาม สถิติในรอบสามเดือน (ส.ค.-ต.ค. 2547) การขายรถยนต์นั่งส่วนบุคคลขนาดเล็กเพิ่มขึ้น 4.3 % ยอดการขายรถขนส่งขนาดเล็กเพิ่มขึ้น 2.1 % และการขายรถขนส่งขนาดใหญ่เพิ่มขึ้น 15.1 %

โดยสรุป อัตราเงินเฟ้อในปี 2547 เท่ากับ 2.5 % อัตราการว่างงานเท่ากับ 6.7 %

3. การค้าระหว่างประเทศ

สินค้าส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ เครื่องจักร ยานพาหนะและอุปกรณ์ขนส่ง เสื้อผ้า รองเท้า อาหารและผลิตภัณฑ์ทางเกษตร โลหะ สิ่งทอ เคมีภัณฑ์ พลาสติกและยาง ไม้และไม้คอร์ก เยื่อกระดาษและกระดาษ สินแร่ เป็นต้น ในช่วง ม.ค.-ก.ย. 2547 มูลค่าส่งออกโดยรวม ประมาณ 21,409 ล้านยูโร

สินค้านำเข้าที่สำคัญ ได้แก่ เครื่องจักร ยานพาหนะและอุปกรณ์ขนส่ง เคมีภัณฑ์ อาหารและผลิตภัณฑ์เกษตร เชื้อเพลิง พลาสติกและยาง โลหะ สิ่งทอ เยื่อกระดาษและกระดาษ เป็นต้น ในช่วง ม.ค.-ก.ย. 2547 มูลค่าสินค้านำเข้าโดยรวม ประมาณ 32,466 ล้านยูโร

ประเทศคู่ค้าสำคัญ ได้แก่ ประเทศในสหภาพยุโรป ซึ่งในช่วงดังกล่าว มียอดการค้ารวม 41,907 ล้านยูโร (ส่งออกรวม 17,031 ล้านยูโร นำเข้า 24,876 ล้านยูโร)

ในบรรดาคู่ค้าในสหภาพยุโรป ประเทศที่โปรตุเกสส่งออก จากมากไปหาน้อย หน่วยเป็นล้านยูโร ได้แก่ สเปน ( 5,332 คิดเป็นร้อยละ 31.3) ฝรั่งเศส (2,968 คิดเป็นร้อยละ 17.4) เยอรมัน (2,946 คิดเป็นร้อยละ 17.3) สหราชอาณาจักร (2,015 คิดเป็นร้อยละ 11.8) อิตาลี (927 คิดเป็นร้อยละ 5.4) เบลเยี่ยม (900 คิดเป็นร้อยละ 5.3) และเนเธอร์แลนด์ (857 คิดเป็นร้อยละ 5)

ประเทศที่โปรตุเกสนำเข้าจากมากไปหาน้อย ได้แก่ สเปน (9,469 คิดเป็นร้อยละ 38.1) เยอรมนี (4,730 คิดเป็นร้อยละ 19) ฝรั่งเศส (3,040 คิดเป็นร้อยละ 12.2) อิตาลี (1,994 คิดเป็นร้อยละ 8) เนเธอร์แลนด์ (1,499 คิดเป็นร้อยละ 6) สหราชอาณาจักร (1,432 คิดเป็นร้อยละ 5.8) และเบลเยี่ยม (912 คิดเป็นร้อยละ 3.7)

3.1 ประเทศคู่ค้านอกสหภาพยุโรป ในช่วง ม.ค.-ก.ย. 2547 โปรตุเกสมีมูลค่าการค้ากับประเทศนอก EU รวม 11,968 ล้านยูโร (ส่งออก 4,378 ล้านยูโร นำเข้า 7,590 ล้านยูโร)

ในบรรดาคู่ค้านอกสหภาพยุโรป ประเทศที่โปรตุเกสนำเข้า 20 อันดับแรก จากมากไปหาน้อย หน่วยเป็นล้านยูโร ได้แก่ (ตัวเลขในวงเล็บคือการส่งออก)

1. สหรัฐฯ 750 (1,279 ) 2. บราซิล 651 ( 107) 3. รัสเซีย 491 ( 40)
4. ญี่ปุ่น 491 ( 62) 5. ไนจีเรีย 454 ( 16) 6. นอร์เวย์ 380 ( 75)
7. จีน 336 (81) 8. อัลจีเรีย 324 (29) 9. ตุรกี 244 (132)
10. ซาอุดิอาระเบีย 241 (40) 11. สวิสเซอร์แลนด์ 227( 203) 12.สาธารณรัฐเกาหลี 184 ( 25)
13. ลิเบีย 181 (8) 14. คาซักสถาน 175 (0.5) 15. เม็กซิโก 147 (54)
16. อาฟริกาใต้ 141 (53) 17. อาเจนตินา 139 (22) 18. อินเดีย 134 (13)
19. โคลอมเบีย 86 (2) 20. แคนาดา 84 (107)

สำหรับไทย อยู่ในอันดับที่ 22 (รองจากโปแลนด์) โดยโปรตุเกสนำเข้า 79 ล้านยูโร และส่งออก 14 ล้านยูโร ในช่วงดังกล่าว

เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2546 โปรตุเกสมีทิศทางในการเพิ่มทำการค้ากับประเทศกำลังพัฒนา รวมทั้งประเทศในเอเชีย อาทิ จีน อินเดีย เกาหลีใต้ คาซักสถาน รวมทั้งไทย เพิ่มมากขึ้น ทั้งการส่งออกและนำเข้า

อนึ่ง ประเทศที่โปรตุเกส re-export ส่วนใหญ่ได้แก่ กลุ่ม PALOPs (Portuguese-Speaking African Countries) ซึ่งได้แก่ อังโกลา โมซัมบิก กินี บิเซา และ
เคปเวิร์ด

3.2 การค้าระหว่างไทยและโปรตุเกส

ในช่วง ม.ค. – ต.ค. 2547 มูลค่าการส่งออกของไทยไปโปรตุเกสรวม 96.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2546 ร้อยละ 11.13 โดยในช่วงดังกล่าวของปี 2546 มีมูลค่าการส่งออกสู่โปรตุเกส 86.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

สินค้าส่งออกของไทยไปยังโปรตุเกส (มูลค่าจากมากไปน้อย จำนวน 20 อันดับแรก หน่วยเป็นล้านดอลลาร์สหรัฐ)ได้แก่ รถยนต์และส่วนประกอบ (28.2 ) เครื่องบันทึกวิดิทัศน์และส่วนประกอบ (11.4) เหล็กและเหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ (8.5) เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ (8.2) ด้ายและเส้นใยประดิษฐ์ (6.5) ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง (6.3) ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ (2.0) ผลิตภัณฑ์พลาสติก (1.7) อัญมณีและเครื่องประดับ (1.5) ผลิตภัณฑ์ยาง (1.2) เสื้อผ้า (1.2) ผลไม้ปรุงสำเร็จ (1.1) รองเท้าและส่วนประกอบ (1.1) ผ้าถักทอ (1.1) เครื่องใช้ในครัวและบนโต๊ะอาหาร (1.0) แม่พิมพ์หล่อโลหะ (0.8) ข้าว (0.8) ยาง (0.8) แผ่นแผงวงจรพิมพ์สำเร็จ (0.8) และเครื่องจักรและส่วนประกอบ (0.8) ทั้งนี้ สินค้าปลาหมึกสด/แช่แข็ง และเฟอร์นิเจอร์ อยู่ในลำดับที่ 21 และ 22 ตามลำดับ โดยตามสถิติสามปีที่ผ่านมา สินค้าทั้งสองประเภทมีแนวโน้มส่งออกสู่โปรตุเกสสูงขึ้นเรื่อย ๆ (นอกเหนือจากเครื่องปรับอากาศ ซึ่งสถิติการส่งออกสู่โปรตุเกสในช่วงดังกล่าวของปี 2547 สูงขึ้นเกือบเท่าตัวจากช่วงเดียวกันของปี 2547) โดยการส่งออกสินค้าเฟอร์นิเจอร์สู่โปรตุเกสในปี 2545 เท่ากับ 3 แสนดอลลาร์สหรัฐ ปี 2546 เท่ากับ 5 แสนดอลลาร์สหรัฐ และในช่วง ม.ค.-ต.ค. ปี 2547 สูงถึง 7 แสนดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่ช่วงเดียวกันของปี 2546 มีมูลค่าเพียง 3 แสนดอลลลาร์สหรัฐ

ในช่วงเดียวกันของปี 2547 มูลค่าที่ไทยนำเข้าสินค้าจากโปรตุเกสเท่ากับ 18 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงดังกล่าวของปี 2546 ร้อยละ 27.88 โดยในช่วงดังกล่าวของปี 2546 มีมูลค่าการนำเข้า 14.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

สินค้าที่ไทยนำเข้าจากโปรตุเกส (มูลค่าจากมากไปน้อย จำนวน 20 อันดับแรก หน่วยเป็นล้านดอลลาร์สหรัฐ) ได้แก่ โลหะ และเศษโลหะ (3.1) รถบัสและรถบรรทุก (2.7) เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ (1.9) เครื่องจักรใช้ในอุตสาหกรรม (1.7) สิ่งทอ (1.3) กระดาษและผลิตภัณฑ์ (1.1) เคมีภัณฑ์ (1.1) เสื้อผ้า/รองเท้าและสิ่งทออื่นๆ (0.9) เยื่อกระดาษและเศษกระดาษ (0.7) ผลิตภัณฑ์ไม้ (0.6) ผลิตภัณฑ์นม (0.5) ส่วนประกอบคอมพิวเตอร์ (0.5)ผลิตภัณฑ์พลาสติก (0.4)เครื่องใช้ไฟฟ้า(0.4) ผลิตภัณฑ์โลหะ (0.2)เวชภัณฑ์ (0.2) ไม้/แผ่นไม้/ชิ้นไม้ (0.1)หนังดิบ/หนังฟอก (0.1)เฟอร์นิเจอร์ (0.1)เครื่องมือวิทยาศาสตร์และสายตา (0.1)

สรุป ในช่วง ม.ค.-ต.ค. 2547 ไทยได้ดุลการค้ากับโปรตุเกสเป็นมูลค่า 78.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

4. การลงทุน

ตั้งแต่ปี 2545 รัฐบาลพรรคสังคมประชาธิปไตยเน้นการส่งเสริมการลงทุนจาก
ต่างประเทศเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ โดยตั้งสำนักงานส่งเสริมการลงทุน (API) เพื่อเป็น one stop service สำหรับผู้ลงทุนจากต่างประเทศ และลดขั้นตอน red tape ต่าง ๆ ของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีผลให้การลงทุนจากต่างประเทศเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากสหภาพยุโรปขยายตัวเป็น 25 ประเทศ บริษัทต่างชาติหลายบริษัทเคลื่อนย้ายการลงทุนไปยังประเทศยุโรปตะวันออก อาทิ บริษัทผลิตรองเท้าชั้นนำ Ecco ของเดนมาร์ก และ Clarks ของสหราชอาณาจักร ได้ย้ายฐานการลงทุนไปประเทศอื่น ในเดือน พ.ย.2547 รัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจของโปรตุเกสจึงได้ประกาศว่าจะปรับปรุงโครงการดึงดูดการลงทุน PRIME (Programa de Incentivos à Modernização da Economia) ให้ทันสมัยขึ้น โดยจะเริ่มมีผลในต้นปี 2548 (โครงการนี้เริ่มใช้ในเดือน ก.ค. 2546 แต่ยังมีความไม่คล่องตัวในหลายด้าน) โดยก่อนหน้านั้น ในปลายเดือนตุลาคม 2547 API ได้ลงนามส่งเสริมการงทุนกับบริษัท Infineon Technologies ของสหรัฐฯ ในการลงทุนเพิ่มในโรงงานที่มีอยู่เดิมอีก 230 ล้านยูโร

การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในโปรตุเกสส่วนใหญ่มาจากประเทศในสหภาพ ยุโรป โดย FDI จนถึงปี 2546 มีมูลค่าสะสม 42,381.2 ล้านยูโร โดยส่วนใหญ่เป็นการลงทุนจากฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร เนเธอร์แลนด์ เยอรมนี โดยในปี 2546 มูลค่า FDI เท่ากับ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และในปี 2547 คาดว่าประมาณ 4,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ทั้งนี้ การลงทุนจากต่างประเทศที่ใหญ่ที่สุด ได้แก่ โรงงานผลิตรถยนต์ Volkswagen Autoeuropa ของเยอรมนี ที่เมือง Palmela เริ่มตั้งแต่ปี 2534 รวมการลงทุนถึงปี 2545 มูลค่าประมาณ 2,340 ล้านยูโร จ้างงาน 3,300 คน กำลังการผลิตปีละ 180,000 คัน ผลิตจริงปีละ 126,000 – 130,000 คัน ผลิตรถยนต์ ร้อยละ 90 เพื่อการส่งออก โดยคิดเป็น ประมาณร้อยละ 9 ของการส่งออกทั้งหมด รายได้จากการส่งออกคิดเป็นประมาณร้อยละ 2 ของ GDP และรายได้จากการจัดเก็บภาษี คิดเป็นร้อยละ 4 ของการจัดเก็บภาษีทั้งหมด

4.1 การลงทุนของโปรตุเกสในต่างประเทศ จนถึงปี 2546 มีมูลค่าสะสม
30,517.1 ล้านยูโร โดยส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในสเปน เนเธอร์แลนด์ บราซิล และในประเทศ
อาฟริกาที่พูดภาษาโปรตุเกส

4.2 การลงทุนของไทยในโปรตุเกส ในปัจจุบัน ไม่ปรากฏการลงทุนจากบริษัท
ในประเทศไทย แต่มีการลงทุนดำเนินกิจการร้านอาหารไทยโดยคนไทยที่สมรสกับชาวโปรตุเกส หรือโดยนักธุรกิจโปรตุเกสเอง โดยในปัจจุบันมี จำนวน 8 ร้าน ได้แก่ ร้าน Supatra ที่เมือง Caldas da Rainha (ห่างจากกรุงลิสบอนไปทางเหนือประมาณ 90 กม.) และร้านอาหาร Sawasdee ที่เมือง Cascais (ห่างจากกรุงลิสบอนไปทางตะวันตกประมาณ 25 กม.) ร้านบ้านไทยที่กรุงลิสบอน ร้าน Chang Thai ร้าน Royal Orchid ร้านเกาะสมุย ร้าน Singh House และร้าน Thai ที่ Algarve (ทางตอนใต้ของโปรตุเกส)

ทั้งนี้ กิจการร้านอาหารไทยในโปรตุเกสยังคงดำเนินการไปได้ดีพอสมควร ในสภาพเศรษฐกิจถดถอยของโปรตุเกส โดยช่วงที่กิจการดีที่สุดคือช่วงฤดูร้อน ซึ่งมีนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมากเข้ามาท่องเที่ยวโปรตุเกส โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขต Algarve ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงในหมู่ชาวยุโรป

5. การท่องเที่ยว

อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทำรายได้ให้โปรตุเกสปีละ 6-7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 7-8 % ของ GDP โดยในปี 2547 คาดว่ามีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าโปรตุเกสประมาณ 14 ล้านคน (ผู้เดินทางเข้าโปรตุเกสทุกประเภทประมาณ 28-29 ล้านคน) รัฐบาลโปรตุเกสดำเนินนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยว รวมทั้งการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ อาทิ การบูรณะโบราณสถาน ซึ่งสหภาพยุโรปออกค่าใช้จ่ายให้ 1 ใน 3 และการขยายท่าอากาศยาน โดยในปี 2545 รัฐบาลของนาย Barroso ประกาศจะสร้างท่าอากาศยานลิสบอนแห่งใหม่เพื่อสามารถรองรับผู้โดยสารได้ 30 ล้านคนต่อปี (ท่าอากาศยานเดิมรองรับได้ 9.6 ล้านคนต่อปี) แต่เมื่อเดือนตุลาคม 2547 รัฐบาลของนายเปโดร ซานตานา โลเปส ประกาศยุติโครงการ และจะใช้งบประมาณ 400 ล้านยูโรปรับปรุงยกระดับท่าอากาศยานเดิม

ในส่วนของการเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ ชาวโปรตุเกสนิยมเดินทางไปประเทศใกล้เคียงและประเทศที่พูดภาษาโปรตุเกสด้วยกัน อาทิ บราซิล

ในส่วนของประเทศไทย สายการบินลักซอร์เคยจัดเที่ยวบินแบบเหมาลำนำนักท่องเที่ยวโปรตุเกสเดินทางไปภูเกต แต่เมื่อประสบปัญหาโรคซาร์ในปี 2546 ส่งผลให้สายการบินลักซอร์ขาดทุนมากเพราะต้องยกเลิกเที่ยวบินหลายเที่ยว ในปี 2547 จึงระงับโครงการนี้ อย่างไรก็ตาม สถิตินักท่องเที่ยวโปรตุเกสเดินทางมาไทยในปี 2545 ประมาณ 12,000 คน และลดลงอย่างมากในปี 2546 แต่ในปี 2547 ได้กลับเพิ่มขึ้นอีก ถึงแม้จะมีเหตุการณ์ไข้หวัดนก โดยในช่วงเดือน ม.ค. –พ.ค. 2547 มีจำนวน 5,683 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 35.76 จากช่วงเดียวกันของปี 2546 ซึ่งมีจำนวน 4,186 คน

*********

Print Friendly