ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับธนาคารแห่งชาติโปแลนด์เกี่ยวกับการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ-การเงินของประเทศ

เมื่อวันที่ 7 มี.ค.49 นาย Leszek Balcerowicz ผู้ว่าการธนาคารแห่งชาติฯ ได้ออกมาแถลงต่อสื่อมวลชนว่าตนไม่เคยมีความพยายามใดๆ ที่จะให้ได้ดำรงตำแหน่งอีกวาระ ทั้งนี้ ถือเป็นการตอบโต้การให้สัมภาษณ์สำนักข่าวรอยเตอร์ของปธน.Lech Kaczynski ก่อนหน้านี้ที่ระบุว่าจะไม่เสนอชื่อนาย Balcerowicz ให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งชาติฯ อีกวาระและจะเสนอชื่อผู้ที่มีทัศนะด้านเศรษฐศาสตร์ที่แตกต่างจากนาย Balcerowicz ขึ้นดำรงตำแหน่งแทน

1.ประเด็นความขัดแย้ง

1.1นาย Balcerowicz และคณะผู้บริหารประเทศชุดปัจจุบันมีความเห็นที่ไม่สอดคล้องด้านการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ-การเงินในหลายประเด็น ที่สำคัญ ได้แก่

1.1.1 ในขณะที่รัฐบาลมองว่า การส่งออกเป็นหัวใจหลักของเศรษฐกิจประเทศ และมองว่านาย Balcerowicz เป็นนักการเงินที่ไม่ยืดหยุ่น และมองไม่เห็นความสำคัญของปัจจัยอื่นๆ นอกจากปัจจัยด้านการเงิน นาย Balcerowicz กลับมองว่าการเงินเป็นหัวใจหลักของเศรษฐกิจประเทศ

1.1.2 ในขณะที่รัฐบาลมองว่าการเข้าเป็นสมาชิกยูโรโซนจะส่งผลกระทบทางลบต่อเศรษฐกิจของประเทศ นาย Balcerowicz กลับมองว่าการเข้าเป็นสมาชิกยูโรโซนไม่ส่งผลกระทบทางลบต่อเศรษฐกิจของประเทศ โดยเห็นว่าการยืดเวลาการเข้าเป็นสมาชิกยูโรโซนเท่ากับเป็นการชะลอพัฒนาการทางด้านเศรษฐกิจของประเทศ

1.1.3 ในขณะที่รัฐบาลต้องการให้ค่าเงินสว๊อตตี้อ่อนตัว เพราะเห็นว่าการแข็งตัวอย่างต่อเนื่องของค่าเงินสว๊อตตี้ส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกซึ่งเป็นหัวใจของรัฐบาล และมองว่าอัตราแลกเปลี่ยนที่เหมาะสมควรอยู่ที่ 1 ยูโรเท่ากับ 3.9-4.0 สว๊อตตี้ ในขณะที่ปัจจุบัน 1 ยูโรเท่ากับ 3.8 สว๊อตตี้ ต่ำที่สุดในรอบ 3 ปีครึ่งที่ผ่านมา แต่นาย Balcerowicz ต้องการให้ค่าเงินสว๊อตตี้แข็งตัว

1.2 นาย Balcerowicz มองว่า criteria ด้านเศรษฐกิจ-การเงินที่ถูกต้องควรประกอบด้วย (1) ค่าเงินสว๊อตตี้ที่แข็งตัว (2) อัตราเงินเฟ้อต่ำ (3) ภาคธุรกิจเอกชน (private ownership) กุมอำนาจในตลาดมากกว่าธุรกิจที่รัฐเป็นเจ้าของและรัฐวิสาหกิจ (4) เปิดเสรีทางการตลาด และ (5) เก็บภาษีแบบจำกัด ในขณะที่มองว่ารัฐบาลกำลังดำเนินนโยบายสวนทางเพราะปัจจุบันรัฐบาล (1) ใช้งบประมาณสูงมาก (2) เก็บภาษีสูงเกินความจำเป็น (3) ไม่สามารถแก้ปัญหาอัตราการว่างงานได้ รวมทั้งล้มเหลวในการลดอัตราเงินเฟ้อและเพิ่มมูลค่าการผลิตในภาคอุตสาหกรรมและภาคการส่งออก

นอกจากนั้น ยังมองว่าความพยายามของรัฐบาลในการอธิบายการตัดสินใจไม่เข้าเป็นสมาชิกยูโรโซนก่อนปี 2553 โดยอ้างว่าจะส่งผลกระทบทางลบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศเป็นการผูกโยงเรื่องที่ไม่มีความสัมพันธ์กันให้มาเกี่ยวข้องกัน นาย Balcerowicz ได้ชี้ให้เห็นว่าตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจของโปแลนด์สามารถสูงขึ้นได้ถึงร้อยละ 5-7 หากรัฐบาลจะปฏิรูปเศรษฐกิจให้แล้วเสร็จโดย (1) จำกัดการใช้งบประมาณ (2) เพิ่มศักยภาพด้านการแข่งขัน (3) แยกประเด็นการเมืองออกจากประเด็นเศรษฐกิจโดยเร่งการแปรรูปวิสาหกิจให้เสร็จสิ้น และ (4) เสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับสถาบันที่เป็นฐานรากของรัฐ พร้อมทั้งย้ำด้วยว่านอกจากการเข้าเป็นสมาชิกยูโรโซนจะไม่ส่งผลกระทบในแง่ลบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจแล้ว การยืดเวลาการเข้าเป็นสมาชิกจะยิ่งเป็นการชะลอการปฏิรูประบบการเงินซึ่งไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศมากขึ้นเท่านั้น

1.3 ความขัดแย้งล่าสุด ได้แก่ การแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับธนาคารแห่งชาติฯ โดยเฉพาะประเด็นที่ระบุให้ธนาคารแห่งชาติฯ รับผิดชอบดูแลตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งนาย Balcerowicz เห็นว่าเป็นเรื่องที่ร้ายแรงมากด้วยประเด็นดังกล่าวจะกลายเป็นเครื่องมือที่ชอบธรรมทางการเมืองกดดันธนาคารแห่งชาติฯ ให้ต้องลดอัตราดอกเบี้ยหรือเสริมสภาพคล่องซึ่งจะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น นอกจากนั้น แนวทางดังกล่าวยังขัดต่อรัฐธรรมนูญ กฎระเบียบของสหภาพยุโรป (European Law) และเป็นอันตรายต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจด้วย

2. ข้อสนเทศเพิ่มเติม

2.1 นาย Leszek Balcerowicz เป็นนักเศรษฐศาสตร์การเงินที่ทุกฝ่ายให้การยอมรับ โดยก่อนเข้าดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งชาติฯ เมื่อปี 2544 นาย Balcerowicz เคยดำรงตำแหน่งรองนรม.และรมว.การเงิน (Ministry of Finance) ถึง 2 ครั้ง (ครั้งแรกในปี 2532 และครั้งที่สองในปี 2540-2543) ปี 2541 ได้รับการยกย่องให้เป็นรัฐมนตรีการเงินแห่งปีจาก 2 สถาบัน ได้แก่ “Central European Award” และนิตยสาร Euromoney ของอังกฤษ และได้รับรางวัล “Transatlantic Leadership Award” จากสถาบัน European Institute of Washington ในปี 2542

อนึ่ง ตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งชาติฯ มีวาระคราวละ 6 ปี โดยนาย Balcerowicz จะพ้นจากตำแหน่งในเดือนม.ค.2550

2.2 ขณะนี้คาดว่าโปแลนด์จะเป็นประเทศสมาชิก EUใหม่ประเทศสุดท้ายที่จะเข้าเป็นสมาชิกยูโรโซน เนื่องจากสโลวีเนีย เอสโตเนียและลิทัวเนียจะเริ่มใช้เงินสกุลยูโรในปี 2550 ลัตเวียปี 2551 สาธารณรัฐเช็กปี 2553 ในขณะที่โปแลนด์เป็นเพียงประเทศเดียวที่ยังไม่ได้เริ่มกระบวนการเจรจา นอกจากนั้น นักการเมืองบางคนยังกล่าวเป็นนัยว่าอาจจะต้องมีการจัดการลงประชามติเกี่ยวกับการเข้าเป็นสมาชิกยูโรโซน ซึ่งกระแสดังกล่าวสร้างความแปลกใจให้กับคณะกรรมาธิการยุโรปเป็นอย่างมากเนื่องจากการลงนามใน Accession Treaty เข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปได้ครอบคลุมการเข้าเป็นสมาชิกยูโรโซนของโปแลนด์แล้ว

Print Friendly