ความสัมพันธ์ไทย-สหภาพยุโรป

ความสัมพันธ์ไทย – สหภาพยุโรป

 

ภาพรวม

  • ไทยให้ความสำคัญกับ EU เนื่องจากเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับ 1 และเป็นตลาดขนาดใหญ่ด้วยจำนวนประชากรประมาณ 500 ล้านคน มีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศปีละประมาณ 17 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 12 ล้านล้านยูโร (2554) และเป็นภูมิภาคที่มีอำนาจซื้อสูงที่สุดในโลก EU จึงเป็นยักษ์ใหญ่ในเวทีการค้าโลกที่มีอำนาจต่อรองสูงและมีบทบาทในการกำหนด ทิศทางการค้าระหว่างประเทศ โดยเป็นผู้นำด้านกฎระเบียบและนโยบายด้านการค้าและที่มิใช่การค้าที่สำคัญของ โลก
  • EU ให้ความสำคัญต่อไทยในฐานะหุ้นส่วนสำคัญของ EU ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในมิติการเมืองและความมั่นคง โดยไทยมีบทบาทสำคัญในภูมิภาคเอเชียรวมทั้งในกรอบอื่นๆ เช่น อาเซียน-สหภาพยุโรป (ASEAN-EU) และในกรอบ ARF (ASEAN Regional Forum) และต้องการความร่วมมือจากไทยในประเด็นภูมิภาคที่ EU ให้ความสำคัญโดยเฉพาะเมียนมาร์ การพัฒนาประชาธิปไตยและการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน รวมทั้งให้ไทยสนับสนุนบทบาทของ EU ในภูมิภาค เช่น ในกรอบ ASEAN / EAS รวมทั้งความร่วมมือแบบไตรภาคี 
  • ยุทธศาสตร์ไทยต่อ EU คือ การเน้นจุดร่วมว่าทั้งไทยและอียูต่างยึดมั่นในคุณค่าประชาธิปไตย ระบบการค้าเสรี และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเช่นเดียวกัน และทำให้ EU มีความเชื่อมั่นในเสถียรภาพและความต่อเนื่องของระบอบการปกครองแบบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของไทย ตลอดจนทำให้ EU มองไทยเป็นหุ้นส่วนหลักในภูมิภาค ซึ่งจะช่วยในการขยายการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และการรับเทคโนโลยีและนวัตกรรมจาก EU และการส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในระยะยาว

 

ด้านการเมือง

  • โดยรวม ไทยกับ EU มี ความสัมพันธ์ที่ดีและราบรื่น ในมุมมองของ EU ไทยเป็นประเทศที่มีศักยภาพในด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว วัฒนธรรม มีระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย และสามารถมีบทบาทนำในอาเซียน ดังนั้น EU จึงเห็นว่าไทยสามารถเป็นหุ้นส่วนสำคัญของ EU ทั้งในด้านการเมือง ความมั่นคงและเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  
  • ไทยกับ EU มี กลไกดำเนินการความสัมพันธ์ในระดับทวิภาคี ได้แก่ การประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสไทย-สหภาพยุโรป ซึ่งได้มีการประชุมครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 13 – 14 กันยายน 2555 โดยมีการหารือในประเด็นต่างๆ ทั้งในความสัมพันธ์ทวิภาคี ประเด็นระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศที่อยู่ในความสนใจร่วมกัน นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายอยู่ระหว่างการเจรจาจัดทำกรอบความตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วน และความร่วมมือระหว่างไทยกับสหภาพยุโรปและรัฐสมาชิก นอกจากนี้ EU ได้ทาบทามไทยให้เจรจาความตกลงเขตการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรปเช่นกัน
  • ในปี 2555 มีการเยือนในระดับสูงระหว่างไทย-สหภาพยุโรป ได้แก่ 1) การเยือนไทยของ Baroness Catherine Ashton ผู้แทนระดับสูงของ EU ด้านการต่างประเทศและนโยบายความมั่นคง ระหว่างวันที่ 30 เมษายน – 1 พฤษภาคม 2) การเยือนไทยของคณะสมาชิกรัฐสภายุโรป กลุ่มดูแลความสัมพันธ์ประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอาเซียน เมื่อ 27-31สิงหาคม 2555 และ 3) การเยือนไทยของนาย Jose Manuel Barroso ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป เมื่อ 4-5 พฤศจิกายน 2555 และในปี 2556 นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีได้เดินทางเยือนเบลเยียมและสหภาพยุโรปเมื่อ 5-6 มีนาคม 2556
  • ไทยต้องการให้ EU ยกเว้นการตรวจลงตราวีซ่าเชงเก็นแก่ผู้ถือหนังสือเดินทางไทยสำหรับการพำนัก ระยะสั้น เนื่องจากไทยดำเนินการฝ่ายเดียวในการยกเว้นการตรวจลงตราสำหรับผู้ถือหนังสือ เดินทางสมาชิกสหภาพยุโรป เพื่อการท่องเที่ยวแล้ว อีกทั้งปริมาณการลงทุนและนักท่องเที่ยวของไทยไปประเทศสมาชิก EU เพิ่มขึ้น การยกเว้นวีซ่าเชงเก็นจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งสองฝ่าย และส่งเสริมความเข้าใจ  อันดีระดับประชาชน

 

ด้านเศรษฐกิจ

การค้า

  • ในปี 2554 EU เป็นคู่ค้าสำคัญอันดับที่ 4 ของไทย (รองจากอาเซียน ญี่ปุ่น และจีน) คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 9.19 ของการค้าต่างประเทศของไทย โดยเป็นแหล่งนำเข้าสินค้าอันดับที่ 4 (รองจากญี่ปุ่น อาเซียน และจีน) และเป็นแหล่งส่งออกสินค้าอันดับที่ 3 (รองจากอาเซียน และจีน) มูลค่าการค้าสองฝ่ายในปี 2554คิดเป็นมูลค่า 32.52 พันล้านยูโร เพิ่มขึ้นร้อยละ 17.66 จากปี 2553 โดยไทยได้เปรียบดุลการค้า EU มูลค่า 4.88 พันล้านยูโร
  • การส่งออกสินค้าของไทยไป EU ในปี 2554 มีทั้งสินค้าที่มีอัตราการขยายตัวและหดตัว (สำหรับสินค้าส่งออกสำคัญ 10 อันดับแรก) โดยมีการขยายตัวมากที่สุดในสินค้าประเภทยางพารา (57.32%) ส่วนสินค้าที่อัตราการส่งออกหดตัว ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ (-12.25%) รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ (-7.54%) และเครื่องนุ่งห่ม (-1.48%)
  • การนำเข้าสินค้าจาก EU ในปี 2554 มีอัตราการขยายตัวเกือบทุกรายการ (สำหรับสินค้านำเข้าสำคัญ 10 อันดับแรก) โดยมีการขยายตัวมากที่สุดในสินค้าประเภทเครื่องบิน เครื่องร่อน อุปกรณ์การบินและส่วนประกอบ (1,005.71) ส่วนสินค้าที่อัตราการนำเข้าหดตัว คือ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ (-2.18%)
  • มูลค่าการค้าสองฝ่ายในช่วงเดือนมกราคม – สิงหาคม 2555 คิดเป็นมูลค่า 20.82 พันล้านยูโร (คิดเป็นร้อยละ 12.94 ของการค้าระหว่างประเทศของไทย) เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.21 เปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2554 ไทยส่งออกมูลค่า 11.24 พันล้านยูโร และนำเข้ามูลค่า 9.58 พันล้านยูโร เสียดุลการค้ามูลค่า 1.66 พันล้านยูโร ประเทศสมาชิก EU ที่เป็นคู่ค้าสำคัญ 3 อันดับแรก ได้แก่ เยอรมนี สหราชอาณาจักร และฝรั่งเศส
  • ประเด็นด้านเศรษฐกิจ EU มีกฎระเบียบมาตรการทางการค้าและมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด มีมาตรฐานสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (SPS) ในระดับสูง ประเด็นด้านเศรษฐกิจระหว่างกันที่สำคัญในปัจจุบัน ได้แก่ มาตรการตรวจเข้มสินค้าผักสดส่งออกจากไทยไป EU มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดของ EU ที่ใช้กับสินค้าไทยบางชนิด กฎระเบียบของ EU ว่าด้วยการต่อต้านการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (Illegal, Unreported and Unregulated Fishing – IUU) กฎระเบียบสร้างระบบการค้าการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (EU Emission Trading Scheme – EU ETS) สำหรับการขนส่งทางอากาศ การจัดทำควาตกลง Voluntary Partnership Agreement ภายใต้กฎระเบียบ FLEGT เพื่อป้องกันปัญหาการค้าไม้ที่ผิดกฎหมาย
  • เพื่อเป็นการเฝ้าระวังและแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าเกี่ยวกับปัญหา/อุปสรรค ทางการ ค้าระหว่างไทยกับ EU กระทรวงการต่างประเทศร่วมกับสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์ คณะผู้แทนไทยประจำสหภาพยุโรป ได้จัดทำเว็บไซต์  www.thaieurope.net เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลเกี่ยวกับกฎระเบียบ นโยบายของ EU ในด้านต่างๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของไทย บทบาทการแจ้งเตือนล่วงหน้า (early warning) มีส่วนช่วยให้ภาครัฐและภาคเอกชนไทยที่เกี่ยวข้องปรับตัวเพื่อรองรับการ ปฏิบัติตามกฎระเบียบของ EU ซึ่งมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

การลงทุน

  • ในปี 2554 ประเทศสมาชิก EU ได้ รับอนุมัติการส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนของไทยมากเป็น อันดับที่ 4 (รองจากอาเซียน ญี่ปุ่น และจีน) จำนวน 123 โครงการ มูลค่าการลงทุน 16,736 ล้านบาท โดยประเทศสมาชิก EU ที่ ลงทุนในไทยมากสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ เนเธอร์แลนด์ (4,252.4 ล้านบาท) สวีเดน (3,269.4 ล้านบาท) ฝรั่งเศส (3,045.1 ล้านบาท) โครงการลงทุนขนาดใหญ่ของยุโรป (มูลค่าการลงทุน 1,000 ล้านบาทขึ้นไป) อาทิ กิจการผลิตพลาสติกและผลิตภัณฑ์เคลือบพลาสติก ผลิตภัณฑ์ไฟฟ้า ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ผลิตเลนส์

การท่องเที่ยว

  • ในปี 2554 มีนักท่องเที่ยวจากยุโรปทั้งหมด (รวมประเทศนอกกลุ่ม EU) เดินทางมาไทยจำนวน 4.9 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 25.91 ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด ขยายตัวร้อยละ 11.4 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2011 จำนวนมากเป็นอันดับ 2 รองจากนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกและอาเซียน โดยประเทศสมาชิก EU ที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาไทยมากที่สุด 3 ประเทศแรก คือ อังกฤษ (8.4 แสนคน) เยอรมนี (6 แสนคน) และฝรั่งเศส (5 แสนคน)

 

ความร่วมมือทางวิชาการไทย – สหภาพยุโรป

  • ปัจจุบันความร่วมมือทางวิชาการไทย – สหภาพยุโรปในกรอบทวิภาคีดำเนินผ่านโครงการ Thailand-EC Cooperation Facility (TEC) ซึ่งได้รับการจัดสรรงงบประมาณจำนวน 17 ล้านยูโร สำหรับปี 2550-2556 ในหมวด Development Cooperation Instrument (DCI) ซึ่งเน้นเรื่องการให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาแก่ประเทศกำลังพัฒนาในด้าน ต่างๆ อาทิ การขจัดความยากจน การส่งเสริมประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน และการพัฒนาอย่างยั่งยืน ดำเนินการใน 4 ด้าน คือ 1) การปรับตัวให้ทันพัฒนาการของกฎระเบียบการค้าของ EU 2) วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการศึกษา 3) สิ่งแวดล้อม 4) ธรรมาภิบาล       การโยกย้ายถิ่นฐาน และสิทธิมนุษยชน
  • ในอนาคต ในปี 2557-2563 ความร่วมมือไทย – EU จะปรับสู่หมวด Partnership Instrument (PI) เช่นเดียวกับประเทศในกลุ่ม Upper-Middle Income Countries อีก 16 ประเทศ (อาทิ จีน บราซิล มาเลเซีย) และกลุ่ม Lower-Middle Income Countries ที่มี GDP มากกว่าร้อยละ 1 ของ GDP ของโลก (อาทิ อินโดนีเซีย อินเดีย) หมวด PI จะเน้นความร่วมมือในลักษณะความเป็นหุ้นส่วน (partnership) กับ EU ในประเด็นที่ EU ให้ความสำคัญ อาทิ การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ การรักษาสิ่งแวดล้อม  ธรรมาภิบาล ประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชน
  • ความร่วมมือนอกเหนือจากกรอบทวิภาคี EU มีกรอบความร่วมมือระดับภูมิภาค (regional programme) และระดับระหว่างประเทศ (thematic programme)
  • ไทยและ EU มีความสนใจที่จะมีความร่วมมือแบบไตรภาคีกับประเทศที่สาม โดยเฉพาะในสาขาที่ไทยมีความเชี่ยวชาญและอยู่ในความต้องการของประเทศผู้รับ EU ให้ความสนใจต่อความร่วมมือแบบไตรภาคีกับเมียนมาร์ และมีแผนที่จะให้ความช่วยเหลือด้านการพัฒนาแก่เมียนมาร์มากขึ้นในอนาคต โดยได้เปิดสำนักงาน EU ที่เมืองย่างกุ้งเมื่อเดือนเมษายน 2555 มีหน้าที่ดูแลโครงการความช่วยเหลือของ EU แก่เมียนมาร์

 

ความตกลงระหว่างไทย – สหภาพยุโรปที่อยู่ในระหว่างการพิจารณา

  • การเจรจาจัดทำกรอบความตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือไทย – สหภาพยุโรปและประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (Framework Agreement on Comprehensive Partnership and Cooperation between Thailand and the European Union and its Member States – PCA) เป็น ความตกลงที่มีเนื้อหาครอบคลุมทุกมิติของความสัมพันธ์ อาทิ การเมือง เศรษฐกิจ สังคม การค้าการลงทุน การศึกษาและวัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พลังงาน การต่อต้านยาเสพติด และการต่อต้านการฟอกเงิน เป็นต้น ซึ่งได้เริ่มการเจรจาตั้งแต่ปี 2547 โดยทั้งสองฝ่ายได้ข้อยุติในประเด็นที่ติดขัดร่วมกันแล้วและกำลังอยู่ในขั้น ตอนการดำเนินกระบวนการทางกฎหมายก่อนที่จะมีการลงนามร่วมกันต่อไป
  • การจัดทำความตกลงเขตการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป (Thailand – EU Free Trade Area Agreement – FTA) ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้เริ่มการเจรจารอบแรกไปเมื่อเดือนพฤษภาคม 2556         ที่กรุงบรัสเซลส์ ภายหลังการเดินทางเยือนกรุงบรัสเซลส์ของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งได้ประกาศเริ่มการเจรจา FTA ระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป ร่วมกับนาย Jose Manuel Barroso ประธานคณะกรรมาธิการยุโรปเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2556

 

สิงหาคม 2556

Print Friendly