งานสัมมนาเรื่อง“กฎระเบียบอียูว่าด้วยไม้และผลิตภัณฑ์ไม้” (26 ก.ค. 2555)

เมื่อ 26 กรกฎาคม 2555 คณะผู้แทนไทยประจำสหภาพยุโรปได้ร่วมกับกรมป่าไม้จัดงานสัมมนาเรื่อง“กฎระเบียบอียูว่าด้วยไม้และผลิตภัณฑ์ไม้” ณ ห้องกมลทิพย์ โรงแรมเดอะสุโกศล (เดิมชื่อโรงแรมสยามซิตี้   ซึ่งแบ่งเป็น 2 ช่วง ได้แก่ 1) การสัมมนาในช่วงเช้าสำหรับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder Meeting) ในหัวข้อ “กฎระเบียบอียูว่าด้วยไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ – ผลกระทบและยุทธศาสตร์การส่งออกไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ของไทยไปอียู” เวลา 09.00 – 13.30 น. และ 2) การสัมมนาเชิงปฏิบัติการ (Closed Session Focus Group) ในหัวข้อ  “กฎระเบียบอียูว่าด้วยไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ และทางเลือกในการปฏิบัติตามสำหรับประเทศไทย” เวลา  14.00 – 17.00 น. ซึ่งการสัมมนาครั้งนี้เป็นการต่อยอดจากงานสัมมนาเพื่อเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเรื่องแผนปฏิบัติการ FLEGT (Forest Law Enforcement, Governance, and Trade) ที่คณะผู้แทนไทยประจำสหภาพยุโรปได้ร่วมกับคณะผู้แทนอียูประจำประเทศไทยและกรมป่าไม้จัดในปี 2553 ดูรายละเอียดได้ที่ http://www.thaieurope.net/flegt_seminar2012/home/

สรุปสระสำคัญได้ ดังนี้

1. งานสัมมนาสำหรับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในหัวข้อ “กฎระเบียบอียูว่าด้วยไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ – ผลกระทบและยุทธศาสตร์การส่งออกไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ของไทยไปอียู” เวลา 09.00-13.30 น.

1.1 ผู้เข้าร่วมและวัตถุประสงค์ของการประชุม  การสัมมนาช่วงเช้ามีผู้แทนจากภาครัฐ ภาคเอกชนภาคการศึกษา รวมทั้ง สส. และ สว.  จากคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร เข้าร่วมจำนวน 120 ท่าน จากกรุงเทพฯ และภูมิภาคอื่นๆ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ1) เผยแพร่ข้อมูลและให้ความรู้เกี่ยวกับสถานะของกฎระเบียบอียูว่าด้วยไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ หรือ EU Timber Regulation (EUTR) โดยเฉพาะกฎระเบียบย่อย Implementing Regulation 2) เป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนความเห็นระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของไทยกับวิทยากรผู้เชี่ยวชาญในเรื่องดังกล่าวจากยุโรป อาทิ เจ้าหน้าที่คณะกรรมาธิการยุโรปซึ่งมีส่วนในการยกร่างกฎระเบียบดังกล่าว และผู้แทนจากภาคเอกชนยุโรป 3) เพื่อเป็นเวทีให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของไทยได้หารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการปฏิบัติเพื่อให้สอดคล้องกับกฎระเบียบอียูดังกล่าว

1.2 พิธีเปิดงาน

1.2.1 การเปิดงาน นายอภิชาติ ชินวรรโณ เอกอัครราชทูต (ออท.)/หัวหน้าคณะผู้แทนไทยประจำสหภาพยุโรปได้กล่าวว่าประเทศไทยมีความมุ่งมั่นเช่นเดียวกับอียูในการต่อสู้กับการค้าไม้ผิดกฎหมาย และการบริหารจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน และได้ชี้ให้เห็นว่าการจัดทำข้อตกลงความเป็นหุ้นส่วนด้วยความสมัครใจ (Voluntary Partnership Agreement: VPA)  ในกรอบ FLEGT เพื่อให้ได้มาซึ่งใบอนุญาต FLEGT เป็นแนวทางหนึ่งในการปฏิบัติตามกฎระเบียบ EUTR แต่โดยที่กฎระเบียบ EUTR จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 3 มีนาคม 2556 และการเจรจา VPA กับอียูใช้เวลาโดยเฉลี่ยอย่างน้อย 2-5 ปี ไทยจึงต้องมีมาตรการคู่ขนานการเจรจา VPA   ในการเตรียมระบบตรวจสอบและรับรองว่าไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ที่ผู้ประกอบการส่งออกไปอียูนั้นถูกต้องตามกฎระเบียบ EUTR เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการค้าสินค้าไม้ไทยกับอียู

1.2.2 คำปราศรัยหลัก “การบังคับใช้กฎหมายป่าไม้ ธรรมาภิบาล และการค้า (EU’s FLEGT) -    ความท้าทายและโอกาสสำหรับไทย” โดยนายประยุทธ หล่อสุวรรณศิริ รองอธิบดีกรมป่าไม้- รอง อธ.กรมป่าไม้ได้แจ้งความคืบหน้าของการดำเนินการของกรมป่าไม้ในการจัดทำระบบการตรวจสอบย้อนกลับ (traceability) และระบบเพื่อรับรองความถูกต้องตามกฎหมายของไม้ตามแนวทาง ของแผนปฏิบัติการ FLEGT และ VPA โดยได้รับความช่วยเหลือจากทีมผู้เชี่ยวชาญจาก European Forest Institute (EFI) และอียู รวมทั้งย้ำถึงบทบาทของกรมป่าไม้ในการสนับสนุนการเจรจา VPA ของไทยกับอียู

1.3 การบรรยายหัวข้อที่ 1: “สถานะล่าสุดของการบังคับใช้กฎหมายป่าไม้ ธรรมาภิบาลและการค้า    (EU’s FLEGT) และกฎระเบียบอียูว่าด้วยไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ (EU’s Timber Regulation)” โดยนาง Svetlana Atanasova เจ้าหน้าที่กฎหมาย ฝ่ายความตกลงด้านสิ่งแวดล้อมและการค้า กระทรวงสิ่งแวดล้อม (DG Environment) คณะกรรมาธิการยุโรป กรุงบรัสเซลส์

1.3.1 กรอบกฎระเบียบอียูที่เกี่ยวกับนโยบายการต่อสู้การค้าไม้เถื่อนและการส่งเสริมการบริหารจัดการป่าไม้แบบยั่งยืน นาง Svetlana อธิบายว่า กฎระเบียบที่เกี่ยวข้องมี ดังนี้ 1) แผนปฏิบัติการ FLEGT ปี 2546 (ค.ศ.2003)* 2) กฎระเบียบ FLEGT Regulation ประกาศใช้เมื่อปี 2548 (ค.ศ 2005) เกี่ยวกับการจัดทำ VPA ระหว่างอียูกับประเทศที่สาม** 3) กฎระเบียบ EU Timber Regulation (EUTR) ประกาศใช้เมื่อปี 2553*** (ค.ศ. 2010)  และจะมีผลบังคับใช้ในปี 2556 (ค.ศ. 2013)

1.3.2 หลักการสำคัญภายใต้กฎระเบียบ EUTR ได้แก่ 1) การจัดทำระบบ due diligence โดยผู้ประกอบการของอียูที่จำหน่ายไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ในอียู (EU operators) เพื่อตรวจสอบว่าไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ที่นำเข้ามาจำหน่ายนั้นมาจากแหล่งที่ถูกกฎหมาย 2) การห้ามการจำหน่ายไม้ทีผิดกฎหมายในตลาดอียู 3) การสร้างระบบที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับ โดยผู้ดำเนินการค้าในตลาดอียู (traders) เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งที่มาและความถูกต้องตามกฎหมายของไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ โดยต้องได้รับข้อมูลดังกล่าวจากบริษัท suppliers ที่ตนซื้อสินค้ามาและมีข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทที่ตนขายสินค้าดังกล่าวต่อไปเพื่อไปวางจำหน่ายต่อในตลาดอียู4) ประเทศสมาชิกอียูมีหน้าที่ตรวจสอบการดำเนินการตามข้อกำหนดของกฎระเบียบ EUTR ของ operators และ traders ในอียู โดยแต่ละประเทศสมาชิกอียูจะกำหนดบทลงโทษของตนเอง (สถานะ ณ เดือนกรกฎาคม 2555 – ประเทศสมาชิกอียูยังไม่ได้กำหนดบทลงโทษ)

1.3.3 สินค้าไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ที่ครอบคลุมโดยกฎระเบียบ EUTR – กฎระเบียบ EUTR ครอบคลุมสินค้าไม้และผลิตภัณฑ์ไม้เกือบทุกประเภท อาทิ เฟอร์นิเจอร์ไม้ กรอบรูปไม้ ชิ้นส่วนที่ทำจากไม้ ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากเศษไม้อัด (wood in chips or particles) ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากขี้เลื่อยและเศษไม้ (sawdust and wood waste) ไม้ MDF (medium-density fibreboard) ไม้ particle board ไม้ลามิเนต (laminated wood) และกระดาษและเยื่อกระดาษ ทั้งนี้ รวมถึงไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ที่ได้มาจากป่าปลูกเพื่อการพาณิชย์ เช่น ไม้ยางพารา (ดูรายละเอียดได้ในภาคผนวกของกฎระเบียบ) อย่างไรก็ดี กฎระเบียบดังกล่าวมีข้อยกเว้นสำหรับสินค้าประเภท ดังต่อไปนี้ 1) ไม้หรือผลิตภัณฑ์ไม้ที่หมดอายุและจะต้องถูกกำจัดทิ้งในลักษณะขยะ (waste) และผลิตภัณฑ์ประเภทรีไซเคิล (recycled products) 2) วัสดุประเภทบรรจุภัณฑ์ที่ใช้เพื่อการรอง หุ้ม หรือแบกรับน้ำหนักของสินค้าเพื่อวางขาย 3) สินค้าที่ทำจากไม้ไผ่ (bamboo) และสินค้าที่ทำจากหวาย (rattan) อย่างไรก็ดี ผลิตภัณฑ์ประเภทพื้นไม้ที่ทำจากไม้ไผ่ (bamboo flooring) ไม่ได้รับการยกเว้น4) สินค้าอื่นๆ ที่ไม่ได้กำหนดไว้ในกฎระเบียบ อาทิ ผลิตภัณฑ์ของเล่นไม้ เครื่องดนตรีที่ทำจากไม้5) จากการสอบถามนาง Atanasova ทราบว่า สินค้าประเภทหัตถกรรมได้รับการยกเว้นตาม     กฎระเบียบ EUTR อย่างไรก็ดี กฎระเบียบ EUTR อาจได้รับการปรับแก้เพื่อรวมสินค้าไม้ประเภทอื่นๆ ได้

1.3.4 ข้อกำหนดเรื่องความถูกต้องตามกฎหมายของไม้ตามกฎระเบียบ EUTR  – ไม้ที่ถูกต้องตามกฎหมายคือไม้ที่ปลูก/หรือมาจากแหล่งที่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งกำหนดตามกฎหมายของประเทศแหล่งที่ปลูก/แหล่งที่มาของไม้นั้นๆ โดยกฎระเบียบ EUTR มีข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องที่สำคัญ ได้แก่ 1) สิทธิที่ถูกต้องตามกฎหมายในการปลูก 2) ภาษีและค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องในการปลูก 3) การปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องในการปลูก รวมทั้งกฎหมายที่เกี่ยวข้องโดยตรงด้านสิ่งแวดล้อมและด้านการป่าไม้อื่นๆ 4) การเคารพสิทธิของบุคคลที่สามเกี่ยวกับสิทธิการถือครองที่ดิน (respect for third parties tenure/use right)  5) กฎหมายด้านการค้าและศุลกากรอื่นๆ

1.3.5 การประเมินความเสี่ยง (risk assessment) ของไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ภายใต้ระบบ due diligence มีลักษณะ ดังนี้ 1) การแบ่งปันข้อมูล (information) ระหว่างผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งหมายความว่า ผู้ประกอบการไทยที่ส่งออกไม้ไปยังตลาดอียูต้องจัดเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้องและให้ความเชื่อมั่นผู้ซื้อยุโรปให้ได้เกี่ยวกับความถูกต้องตามกฎหมายของไม้2) การกำหนดปัจจัยเพื่อประเมินความเสี่ยง (risk criteria) 3) การลดความเสี่ยง (risk mitigation) หากประเมินว่าไม้และผลิตภัณฑ์ไม้มาจากแหล่งที่มี   ความเสี่ยง ผู้ประกอบการของอียูต้องทำการลดความเสี่ยง (risk mitigation) ต่อไป โดยขอข้อมูลและเอกสารเพิ่มเติมจากผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องเพื่อได้รับความมั่นใจว่าไม้และผลิตภัณฑ์ไม้นั้นๆ มาจากแหล่งที่ถูกกฎหมาย

1.3.6 เอกสารรับรองความถูกต้องตามกฎหมายของไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ นาง Atanasova แจ้งว่าใบรับรอง (certification) Forest Stewardship Council (FSC) เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอในการพิสูจน์   ความถูกต้องตามกฎหมายของไม้ตามข้อกำหนดของกฎระเบียบ EUTR แต่ถือเป็นเอกสารหนึ่งที่สามารถใช้ประกอบการจัดทำการลดความเสี่ยงได้****  

1.4 การบรรยายหัวข้อที่ 2: “การเตรียมการสำหรับการเจรจาข้อตกลงความเป็นหุ้นส่วนด้วยความสมัครใจในกรอบ FLEGT (FLEGT VPAs) ในประเทศไทย และแนวทางการปฏิบัติต่อไป” โดย ดร. Alexander Hinrichs ที่ปรึกษาในภูมิภาค โครงการของอียูเรื่อง FLEGT สำหรับภูมิภาคเอเชีย (EU FLEGT Facility / Asia Programme) สถาบัน European Forest Institute (EFI)

1.4.1 วัตถุประสงค์ของ VPA ดร. Hinrichs อธิบายว่า VPA มีความผูกมัดทางกฎหมายระหว่างอียูกับประเทศที่สามที่เป็นคู่เจรจาในการต่อสู้การค้าไม้เถื่อน โดยการเจรจา VPA มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อยืนยันว่าไม้และผลิตภัณฑ์ไม้จากประเทศที่สามนั้นๆ เป็นไม้ที่ถูกต้องตามกฎหมายตาม กฎระเบียบ EUTR 2) เพื่อส่งเสริมธรรมาภิบาลและการบริหารจัดการป่าไม้ที่โปร่งใส 3) เพื่อบทวนนโยบายซึ่งอยู่ภายใต้อธิปไตยของประเทศที่สามนั้นๆ และอาจนำไปสู่การปฏิรูปกรอบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 4) เพื่อส่งเสริมศักยภาพในลักษณะ capacity building 5) เพื่อกำหนดมาตรการบรรเทาผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อมและประชาชนที่ยากจน ทั้งนี้ ในระหว่างการเจรจา VPA จะมีการจัดทำระบบ Timber Legality Assurance System (TLAS) ในประเทศที่สามนั้นๆ ด้วย
- ดร. Hinrichs ย้ำว่า VPA ไม่ใช่มาตรการทางออกที่ส่งผลรวดเร็วและเป็นยุทธศาสตร์ระยะกลาง ซึ่งในขณะที่ยังไม่มีใบอนุญาต FELGT ผู้ประกอบการไทยต้องใช้ระบบ due diligence เพื่อปฏิบัติตามกฎระเบียบ EUTR  ที่สำคัญ การเจรจา VPA ถือเป็นกระบวนการเพื่อส่งเสริมความเข้มแข็งระบบการบริหารจัดการด้านป่าไม้ภายในประเทศ รวมทั้ง ระบบการรับรองที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการป่าไม้ที่เฉพาะด้านต่างๆ

1.4.2 ขั้นตอนในการเจรจา VPA ได้แก่ 1) กระบวนการภายในประเทศ อาทิ การให้ข้อมูลเกี่ยวกับ VPA การหารือระหว่างผู้มีส่วนได้   ส่วนเสีย การจัดทำ gap analysis/technical study เกี่ยวกับการจัดทำระบบการควบคุมความถูกต้องตามกฎหมายของไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ ซึ่งประเทศไทยได้ดำเนินการขั้นตอนแรกนี้ระหว่างเดือนกรกฎาคม 2553 – กรกฎาคม 2555 และสรุปได้ว่า ก) ประเทศไทยไม่มีปัญหาเรื่องความถูกต้องตามกฎหมายของไม้ (ซึ่งเป็นปัญหาหลักที่ทำให้   การเจรจาล่าช้าในหลายประเทศ) ข) ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียให้ความสนใจกับการเจรจา VPA กับอียู และ ค) ประเทศไทยโดยกรมป่าไม้มีระบบการควบคุมและตรวจสอบความถูกต้องของไม้เกือบทุกประเภท (รวมทั้งไม้สัก) ยกเว้นไม้ประเภทที่ได้รับการยกเว้นตาม พรบ. ป่าไม้ พ.ศ. 2484 ซึ่งรวมถึงไม้ที่เป็นพืชผลจากการทำการเกษตร ที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของกรมป่าไม้ แต่อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 2) การเริ่มการเจรจา VPA อย่างเป็นทางการ 3) การให้สัตยาบรรณ VPA ในอียูและในประเทศคู่เจรจา 4) การพัฒนาระบบการออกใบอนุญาต FLEGT 5) การออกใบอนุญาต FLEGT เพื่อกำกับการส่งออกสินค้าไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ไปตลาดอียูทั้งนี้ เป็นการยากที่จะคาดเดาว่าประเทศไทยจะใช้ระยะเวลาในการเจรจา VPA กับอียูนานเท่าไร  โดยแคเมอรูนใช้เวลา 11 เดือน และมาเลเซียใช้ เวลา 6 ปี ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับข้อจำกัดและความพร้อมของแต่ละประเทศในการเจรจาและการจดตั้งระบบ TLAS

1.4.3 ประเด็นที่ยังเป็นที่ห่วงกังวลของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ได้แก่ 1) ความถูกต้องตามกฎหมายของไม้ยางพารา ซึ่งเป็นลักษณะของการทำป่าไม้รายย่อย (small holdings) 2) ความขัดแย้งเรื่องสิทธิในการปลูกป่าและสิทธิในการครอบครองที่ดิน (forest tenure and land tenure) 3) การขาดข้อมูลที่เพียงพอเกี่ยวกับการผลิตและการใช้ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ภายในประเทศ 4) การยืนยันความถูกต้องตามกฎหมายของไม้วัตถุดิบที่นำเข้าจากประเทศที่สามมายังประเทศไทย 5) ความโปร่งใสและการตรวจสอบได้ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 6) ความท้าทายและข้อจำกัดของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการผลักดันการเดินหน้าการเจรจา VPA

1.4.4 สถานะการเจรจา VPA กับปรพเทศสมาชิกอาเซียน ดร. Hinrichs สรุปสถานการณ์เจรจา VPA กับประเทศสมาชิกอาเซียน (ณ ก.ค. 2555) ว่า ประเทศที่ได้เจรจา VPA กับอียูสำเร็จแล้วได้แก่ อินโดนีเซีย และประเทศที่อยู่ระหว่างการเจรจา ได้แก่ มาเลเซีย เวียดนาม และสาธารณประชาธิปไตยประชาชนลาว    

1.4.5 การปฏิรูปกรอบกฎหมายป่าไม้ที่เกี่ยวข้องของไทย – ผลการศึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญของ EFI และ ผู้เชี่ยวชาญไทยสรุปว่า ประเทศไทยจะต้องปรับปรุงข้อบังคับและการบังคับใช้กฎหมายป่าไม้ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับเรื่องความโปร่งใสและการตรวจสอบการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านป่าไม้

1.5 การบรรยายหัวข้อที่ 3: “ทัศนะของภาคเอกชนยุโรปต่อการบังคับใช้กฎระเบียบอียูว่าด้วยไม้และผลิตภัณฑ์ไม้และระบบ Due Diligence” โดย นาย Bart De Turck เลขาธิการสมาพันธ์ผู้นำเข้าไม้เบลเยียม

1.5.1 ท่าทีของสมาพันธ์ผู้นำเข้าไม้เบลเยียม (Belgian Timber Importers Federation – BFHI) และสมาพันธ์ผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ยุโรป (European Furniture Manufacturers Federation – UEA) นาย De Turck ดำรงตำแหน่งเลขาธิการของทั้งสองสมาพันธ์ และแจ้งว่าภาคเอกชนยุโรปจากทั้งสองสมาพันธ์ 1) เห็นด้วยกับเป้าหมายและมาตรการของอียูในการต่อสู้กับการค้าไม้เถื่อน โดยเฉพาะการบังคับใช้กฎระเบียบ EUTR และ  2) สนับสนุนการเจรจา VPA ระหว่างอียูกับประเทศที่สาม

1.5.2 ข้อกังวลเกี่ยวกับกฎระเบียบ EUTR นาย De Turck เห็นว่าการบังคับใช้กฎระเบียบดังกล่าวอาจมีลักษณะของการกีดกันทางการค้าต่อประเทศที่สามได้ โดยเฉพาะเรื่องการกำหนดและประเมินความเสี่ยงของประเทศแหล่งที่มาของไม้ภายใต้ระบบ due diligence ซึ่งเป็นการดำเนินการที่มีลักษณะของการบังคับใช้กฎหมายอียูนอกเขตอาณา และเกี่ยวโยงกับการกำหนดความเสี่ยงในประเทศที่สาม นอกจากนี้ หลายฝ่ายอาจมองได้ว่า VPA เป็นการเอื้อประโยชน์ต่อบริษัทใหญ่ของยุโรปที่ได้รับสัมปทานป่าไม้ (โดยเฉพาะบริษัทยุโรปที่ได้สัมปทานการตัดไม้ในทวีปแอฟริกา) ซึ่งเป็นประเทศที่เจรจา VPA กับอียู ทำให้ไม้เหล่านั้นเข้าตลาดอียูได้สะดวกด้วยใบอนุญาต FLEGT เพราะได้เปรียบสินค้าไม้ที่นำเข้าจากประเทศและภูมิภาคอื่นๆ

1.5.3 ข้อกังวลเกี่ยวกับระบบ due diligence นาย De Turck เห็นว่า ยังมีความไม่แน่นอนและมีความสับสนในอีกหลายประเด็น อาทิ คณะกรรมาธิการยุโรปไม่มีท่าทีอย่างเป็นทางการว่าเอกสารรับรองที่ออกโดยภาครัฐเพียงพอตามกฎระเบียบ EUTR หรือไม่ และอียูได้ผลักภาระในการวิเคราะห์และตัดสินความถูกต้องตามกฎหมายและความเสี่ยงของไม้ไปให้ภาคเอกชน และที่สำคัญ กฎระเบียบ EUTR เปิดช่องให้มีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดสำคัญๆ ได้ ผ่านการปรับแก้กฎหมายย่อย จึงอาจนำไปสู่ความไม่แน่นอนในเชิงธุรกิจได้ อย่างไรก็ดี อุตสาหกรรมไม้ยุโรปกำลังจัดทำระบบ due diligence อย่างจริงจัง อาทิ กลุ่มประเทศเนเธอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร เบลเยียม สเปน และออสเตรีย ใช้ระบบที่จัดทำโดย European Timber Trade Federation (ETTF) แต่ฝรั่งเศสและอิตาลีจะใช้ฐานข้อมูลของ World Wildlife Fund (WWF) ในการวิเคราะห์ความเสี่ยงของประเทศแหล่งที่มาของไม้

1.5.4  ข้อเสนอแนะ นาย De Turck แนะนำให้ภาคเอกชนไทยเตรียมตัวในการตอบคำถามและให้ข้อมูลที่ผู้ประกอบการยุโรปต้องการตามข้อกำหนดของกฎระเบียบ EUTR และภาครัฐไทยอาจพิจารณาจัดทำระบบรับรองความถูกต้องตามกฎหมายที่อียูรับรองผ่านการเจรจา VPA

1.6  การบรรยายหัวข้อที่ 4: “ทัศนะของบริษัทอีเกียต่อการบังคับใช้กฎระเบียบอียูว่าด้วยไม้และผลิตภัณฑ์ไม้และระบบ Due Diligence” โดย นาย Alexey Naumov ผู้ประสานงานด้านการป่าไม้ บริษัทอีเกีย (IKEA)

1.6.1 ระบบ due diligence ของอีเกีย นาย Naumov กล่าวว่า อีเกียให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจของผู้บริโภคในคุณภาพของสินค้าอีเกีย รวมทั้งการบริหารจัดการป่าไม้แบบยั่งยืนและการต่อสู้การค้าไม้เถื่อน โดยอีเกียเริ่มใช้ระบบ due diligence แบบสมัครใจตั้งแต่ปี 2541 โดยมาตรฐาน IWAY ของอีเกียที่เกี่ยวกับการทำป่าไม้ ได้กำหนดการใช้วัตถุดิบไม้สำหรับผลิตภัณฑ์ของอีเกีย รวมทั้ง แนวทางปฏิบัติสำหรับบริษัทที่เป็น supplier ให้อีเกียในการซื้อไม้และวัตถุดิบไม้ สำหรับอีเกีย IWAY ถือเป็นแนวทาง การปฏิบัติตามกฎระเบียบ EUTR  และนาย Naumov เน้นว่า IWAY มีข้อกำหนดมากกว่ากฎระเบียบ EUTR ด้วย
ระบบ due diligence ของอีเกียมีลักษณะ ดังนี้  1) บริษัท supplier ต้องทำสัญญากับอีเกียว่าจะปฏิบัติตามข้อกำหนดของอีเกียในเอกสาร IWAY Compliance Commitments (ICC) 2) ข้อมูลเรื่องแหล่งที่มาของไม้จะถูกจัดเก็บทุกๆ 3 ปีใน Forest Tracing Surveys และ 3) มีการจัดทำการบริหารจัดการความเสี่ยงและการตรวจสอบแหล่งที่มาที่มีความเสี่ยงโดยผู้เชี่ยวชาญด้านป่าไม้ของอีเกีย

1.6.2 ท่าทีต่อกฎระเบียบ EUTR  นาย Naumov กล่าวว่า อีเกียสนับสนุนการเจรจา VPA และใบอนุญาต FLEGTแต่ขอให้อียู 1) สร้างความมั่นใจว่ากระบวนการดังกล่าวจะไม่สร้างภาระมากเกินไปสำหรับผู้ประกอบการ  2) คำนึงถึงผลกระทบต่อต้นทุนของผู้ประกอบการว่าจะไม่สูงเกินไปจนทำให้ไม่คุ้มค่า 3) ดำเนินการอย่างสมเหตุสมผล น่าเชื่อถือและตรวจสอบได้ และ 4) ไม่สร้างภาระซ้ำซ้อน แก่ผู้ออกใบรับรองของภาคเอกชนที่ดำเนินการอยู่แล้ว อาทิ FSC เป็นต้น

1.6.3 อีเกียและไม้ยางพาราในประเทศไทย  อีเกียซื้อร้อยละ 97.5 ของไม้ยางพาราเนื้อแข็งจากผู้ผลิตในประเทศไทย ซึ่งนาย Naumov เห็นว่ายังมีความไม่ชัดเจนในหลายประเด็นเกี่ยวกับไม้ยางพารา ได้แก่
1) ไม้ยางพาราจะถือเป็นไม้หรือเป็นพืชเศรษฐกิจ หากไม้ยางพาราถือเป็นพืชเศรษฐกิจ กฎระเบียบ EUTR ก็จะไม่ครอบคลุมไม้ยางพารา
2) ประเทศไทยมีปัญหาเรื่องการตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาของไม้ยางพารา และหากสามารถหาแหล่งที่มาได้ ก็จะพบว่าไม้ยางพาราส่วนมากมาจากแหล่งที่ไม่มีสิทธิในการปลูกอย่างเป็นทางการ
3) เอกสารสิทธิในการใช้ที่ดินในประเทศมีความซับซ้อน 
4) ประเทศไทยยังขาดผู้ผลิตที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน FSC FM/COC ซึ่งปัจจุบันมีเพียง 2 ราย

1.7 การบรรยายหัวข้อที่ 5: “ทัศนะคติของภาคเอกชนไทยต่อการบังคับใช้กฎระเบียบอียูว่าด้วยไม้และผลิตภัณฑ์ไม้และระบบ Due Diligence” โดย นายจิรวัฒน์ ตั้งกิจงามวงศ์ ผู้อำนวยการสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องเรือนไทยและนายกสมาคมธุรกิจค้าไม้

1.7.1 ท่าทีของสมาคมฯ ต่อกฎระเบียบ EUTR นายจิรวัฒน์ฯ กล่าวเน้นบทบาทนำและความมุ่งหวังของอุตสาหกรรมไม้ไทยในการต่อสู่กับการค้าไม้เถื่อน โดยเน้นว่าประเทศไทยเห็นด้วยกับกฎหมายและกฎระเบียบของอียูและพร้อมปรับตัว/ปฎิบัติตาม ซึ่งประเทศไทยได้เริ่มปรับตัวในเรื่องนี้เพราะเรื่องของ “หลักการ” และ “ความถูกต้อง” ในการดำเนินธุรกิจ ไม่ใช่เพราะอียูเรียกร้อง

1.7.2 ท่าทีของสมาคมฯ ต่อระบบ due diligence สมาคมฯ เห็นว่าระบบ due diligence ทำให้การทำธุรกิจยุ่งยากมากขึ้น เพราะต้องดำเนินการเก็บข้อมูลและหลักฐาน และไม่ได้สร้างกำไรมากขึ้นสำหรับธุรกิจ แต่ประเทศไทยพร้อมดำเนินการในเรื่องดังกล่าวเพื่อยกระดับมาตรฐานของผู้ประกอบการไทยและ “ความถูกต้อง” ของสินค้าไม้

1.7.3 ไม้ที่ประเทศไทยใช้ในอุตสาหกรรมไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ แบ่งได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่
1) ไม้นำเข้า ซึ่งได้ขอการรับรองความถูกต้องตามกฎหมายจากประเทศแหล่งที่มาของไม้
2) ไม้ป่าปลูก ซึ่งมี “ใบเกิดหรือสูติบัตร” ของไม้ประเภทนี้อยู่แล้ว
3) ไม้ภาคเกษตร อาทิ ไม้ยางพารา ไม้ขนุน ไม้มะม่วง ซึ่งยังมีปัญหาว่าหน่วยงานใดจะรับผิดชอบการออก “ใบเกิดหรือสูติบัตร” จึงขอเสนอให้สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) ภายใต้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหน่วยงานหลักในการออก “ใบเกิดหรือสูติบัตร” ของไม้ประเภทนี้ หรือ องค์กรบริหารส่วนตำบล      (อบต.) ก็อาจทำหน้าที่รับรองแหล่งที่มาของไม้ได้

1.7.4 ท่าทีต่อกฎระเบียบ EUTR นายจิรวัตน์ฯ เห็นด้วยกับเจรจา VPA และเห็นว่ากฎระเบียบ EUTR เช่นเดียวกับกฎหมาย Lacy Act ของสหรัฐฯ ไม่ได้ยุ่งยากเกินไปสำหรับภาคเชนไทย แต่ประเด็นสำคัญสำหรับหน่วยงานไทยเพื่อเดินหน้าในเรื่องดังกล่าว คือ การหาเจ้าภาพร่วมเพื่อประสานกับกรมป่าไม้ในการจัดการกับความซับซ้อนเรื่องแหล่งที่มาและความถูกต้องตามกฎหมายของไม้ ทั้งนี้ สำหรับการกำหนดนิยาม “ความถูกต้องของไม้” นายจิรวัฒน์ฯ แจ้งว่า ประเทศไทยไม่มีความจำเป็นต้องแก้กฎหมาย เพียงแต่ต้องมีการปรับเปลี่ยนข้อกำหนดและวิธีปฏิบัติเท่านั้น

2. การสัมมนาเชิงปฏิบัติการ (Closed Session Focus Group) ในหัวข้อ “กฎระเบียบอียูว่าด้วยไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ – FLEGT Voluntary Partnership Agreements (VPA) และทางเลือกในการปฏิบัติตามสำหรับประเทศไทย” (EU Timber Regulation – FLEGT VPAs and Compliance Options for Thailand)

2.1 วัตถุประสงค์ การประชุมกลุ่มเล็กได้จำกัดผู้เข้าร่วมเฉพาะผู้แทนหน่วยงานไทยในกรอบคณะกรรมการเจรจาการจัดทำข้อตกลงเป็นหุ้นส่วนด้วยความสมัครใจ (VPA) และผู้แทนภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องโดยตรง เพื่อหารือแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเชิงลึกเกี่ยวกับรายละเอียดของข้อตกลง VPA ที่อียูเจรจากับประเทศอื่นๆ  ทางเลือก และยุทธศาสตร์ที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทยในการเจรจา VPA กับอียูและการเตรียมการของไทยเพื่อรองรับกฎระเบียบอียูฯ โดยมีผู้เข้าร่วมประชุม 20 คน และ ออท. /หัวหน้าคณะผู้แทนไทยประจำสหภาพยุโรปกล่าวเปิดการประชุม และเป็นประธานดำเนินรายการ

2.2 การศึกษาเรื่อง “ผลกระทบของการบังคับใช้กรอบกฎหมายป่าไม้ ธรรมาภิบาล และการค้า (Forest Law Enforcement, Governance and Trade: FLEGT) ต่อประเทศไทย คณะผู้แทนฯ ได้จัดจ้างบริษัทที่ปรึกษาทางกฎหมาย FratiniVergano เพื่อศึกษาเนื้อหาของ VPA ประสบการณ์ และตัวอย่างของประเทศอื่นๆ ในการเจรจา VPA กับอียูเพื่อประโยชน์ในการเข้าใจถึงกระบวนการเจรจา VPA และพิจารณาทางเลือกและแผนปฏิบัติการสำหรับไทยในการรองรับกฎระเบียบ EUTR โดยนาย Paolo Vergano ผู้แทนบริษัท FratiniVergano ได้สรุปสาระสำคัญของการศึกษาให้ที่ประชุมทราบ รายละเอียดปรากฏตามเอกสารแนบ

2.2.1 ข้อสังเกตุและข้อเสนอแนะ
- กฎระเบียบ EUTR มีลักษณะเป็นการเปิดช่องกฎหมายไว้กว้างๆ เพื่อให้โอกาสอียูแก้ไขหรือเพิ่มเติมกฎระเบียบดังกล่าวให้เข้มงวดขึ้น โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องการจัดทำการวิเคราะห์ความเสี่ยงภายใต้ระบบ due diligence  ทั้งนี้ การเปิดช่องทางกฎหมายดังกล่าวอาจมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ภาคเอกชน ผู้ซื้อและผู้นำเข้ายุโรปเห็นว่าการดำเนินธุรกิจภายใต้บริบทของกฎระเบียบ EUTR อาจเป็นความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจ จึงอาจหันมาเลือกซื้อไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ที่มีใบอนุญาต FLEGT ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์การสร้างอุปสงค์ของไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ที่ได้รับใบอนุญาต FLEGT ในทางอ้อม
- ประเทศไทยควรกำหนดเป้าหมายและยุทธศาสตร์การเจรจา VPA ให้ชัดเจนเพื่อการต่อรองกับอียูระหว่างการเจรจา และควรจัดตั้งระบบรับรองความถูกต้องของไม้ที่เป็นความริเริ่มและสอดคล้องกับสภาพการภายในประเทศของไทยเองไว้รองรับก่อน ซึ่งจะถือเป็นการปฏิบัติตามกฎระเบียบ EUTR ด้วย
- การจัดทำระบบ Timber Legality Assurance System (TLAS) บริษัทที่ปรึกษาฯ เห็นว่าประเทศไทยควรดำเนินการลักษณะ operator-based (เช่นเดียวกับอินโดนีเซีย) ซึ่งเป็นการรับว่ามาตรฐานและกระบวนการตรวจสอบความถูกต้องทางกฎหมายของผู้ประกอบการนั้นสอดคล้องกับกฎระเบียบ EUTR (ขณะนี้ยังไม่ได้กำหนดหน่วยงานที่มีหน้าที่ออกใบอนุญาต) แทนที่จะเป็น shipment-based ซึ่งคือการรับรองสินค้าที่ส่งออกแบบเป็นราย consignment (อนึ่ง กรมป่าไม้แจ้งภายหลังว่า กรมป่าไม้เห็นว่าระบบ TLAS ของไทยน่าจะเป็นลักษณะ shipment-based เพื่อต่อยอดระบบที่มีอยู่แล้วในเชิงเทคนิค) ทั้งนี้ ประเทศไทยควรของบประมาณสนับสนุนจากอียูเพื่อจัดทำระบบ TLAS ในลักษณะโครงการความช่วยเหลือโดยบรรจุไว้ในร่างข้อตกลง VPA ด้วย

2.3 ท่าทีกรมป่าไม้ กรมป่าไม้สนับสนุนการเปิดการเจรจา VPA และเห็นว่า VPA มีประโยชน์สำหรับประเทศไทย ซึ่งกรมป่าไม้ได้ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานหลักในการประสานงานเรื่องนี้มาโดยตลอด

2.4 ท่าทีสมาคมธุรกิจไม้ยางพาราไทย

2.4.1 ไม้ยางพาราเป็นไม้ที่ได้รับการยกเว้นและไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของกรมป่าไม้ แต่อยู่ภายใต้การควบคุมของสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) ภายใต้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงขอให้พิจารณาไม้ยางพาราเป็นพืชเกษตรกรรม

2.4.2 ภายหลังการหารือกับบริษัทที่ปรึกษาฯ และกรมป่าไม้ สมาคมธุรกิจไม้ยางพาราไทยเห็นด้วยกับการรวมไม้ยางพาราไว้ในการเจรจา VPA กับอียู (โดยไม่ขอแยกจากการเจรจา VPA เนื่องจากเป็นพืชเกษตรกรรมตามข้อคิดเห็นเดิมของสมาคมธุรกิจไม้ยางพาราไทย) เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไม้ยางพารา และสร้างโอกาสในการดำเนินธุรกิจและอนาคตของเกษตรกรที่เกี่ยวข้องในระยะยาว   

2.5 ภาคเอกชนไทย คุณจิรวัฒน์ฯ แจ้งว่า สมาคมอุตสาหกรรมเครื่องเรือนไทยและสมาคมธุรกิจค้าไม้เห็นด้วยกับการเจรจา VPA โดยมีข้อสังเกตุและข้อเสนอแนะ ดังนี้- ระบบ TLAS ของไทยอาจให้กรมป่าไม้รับหน้าที่เป็นผู้ออกใบรับรอง (certifier) และเป็นหน่วยงานหลักในการดูแลระบบ TLAS – การจัดตั้งกลไกการตรวจสอบที่เป็นอิสระ (independent monitoring mechanism) ภายใต้การเจรจา VPA นายจิรวัฒน์ฯ เสนอให้ระบบของไทยเป็นการจัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบอิสระระดับชาติ (national based monitoring body) ที่เป็นผู้แทนมาจากภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อตรวจระบบการออกใบรับรองความถูกต้องตามกฎหมายของไม้ที่ออกโดยกรมป่าไม้อีกที******             

สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์/คณะผู้แทนไทยประจำสหภาพยุโรปกันยายน 2555

*ชื่อเต็มว่า Communication from the Commission to the Council and the European Parliament – Forest Law Enforcement, Governance and Trade (FLEGT) – Proposal for an EU Action Plan /* COM/2003/0251 final */

**ชื่อเต็มว่า Council Regulation (EC) No. 2173/2005 of 20 December 2005 on the establishment of a FLEGT licensing scheme for imports of timber into the European Community

*** ชื่อเต็มว่า Regulation (EU) No. 995/2010 of the European Parliament and of the Council of 20 October 2010 laying down the obligations of operators who place timber and timber products on the market
**** ข้อกำหนดเกี่ยวกับการประเมินความน่าเชื่อถือของใบรับรองดังกล่าวกำหนดไว้ในกฎระเบียบ Implementing Regulation ภายใต้กฎระเบียบ EUTR และคณะกรรมาธิการยุโรปกำหนดจะออกเอกสาร Guideline เพื่อให้ความชัดเจนในหลายประเด็นเกี่ยวกับการจัดทำระบบ due diligence ในช่วงปลายปี 2555

*****  เมื่อวันที่ 27 ก.ค. 2555 เจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ได้หารือเพิ่มเติมกับเจ้าหน้าที่คณะกรรมาธิการยุโรป และเจ้าหน้าที่ สอท./คผท. และในเรื่องไม้ยางพารา กรมป่าไม้อธิบายว่า มีแนวทางแก้ไขปัญหาเรื่องไม้ยางพาราในการเจรจา VPA  2 แนวทาง ได้แก่      1) การแก้ไขพระราชบัญญัตสวนป่า พ.ศ. 2535 เพื่อรวมไม้ยางพาราไว้ในการควบคุมของกรมป่าไม้ด้วย ซึ่งกรมป่าไม้แจ้งว่า อยู่ระหว่างการดำเนินการโดยขณะนี้เรื่องอยู่ที่สำนักงานกฤษฎีกาฯ) หรือ 2) ให้ สกย. เป็นผู้ออกใบเกิดของไม้ยางพาราจากพื้นที่เพาะปลูก และเอกสารราชการดังกล่าวจะเป็นเอกสารที่กรมป่าไม้ยอมรับเพื่อออกใบรับรองความถูกต้องตามกฎหมายของไม้จามระบบ TLAS ต่อไป

******  ในการประชุมกับกรมป่าไม้วันที่ 27 ก.ค. 2555 นาง Atanasova แจ้งว่าสามารถทำได้ ตามกฎระเบียบ

Print Friendly