มาตรฐาน Global Ggasius ของประเทศเวียดนาม

สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป
ได้ติดตามสถานการณ์ของตลาดสินค้าประมงในสหภาพยุโรปมาโดยตลอด
และขอรายงานเพิ่มเติมเกี่ยวกับมาตรฐาน Global GAP กับการส่งออกปลา
Pangasius ของประเทศเวียดนาม
ซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญของไทยในการส่งออกสินค้าประมงมายังสหภาพยุโรป
สรุปประเด็นสำคัญได้ ดังนี้

ภาพรวม
ในปี 2552 เวียดนามสามารถส่งออกปลา Pangasius ไปจำหน่ายยัง 133 ประเทศทั่วโลก โดยมีการส่งออกรวม 607,665 ตันหรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 1.34 พันล้านเหรียญสหรัฐ สหภาพยุโรป (EU) เป็นตลาดรับซื้อรายใหญ่สุดหรือเท่ากับ 36.9% จากปริมาณการส่งออกทั้งหมด ตลาดที่มีความสำคัญถัดมา คือ สหรัฐอเมริกา (6.8%) รัสเซีย (6.5%) และยูเครน (6.2%)   ภาพรวมของการส่งออกปลา Pangasius ของเวียดนามในปี 2552 พบว่าปริมาณและมูลค่าลดลง 5.2% และ 7.6% ตามลำดับเมื่อเปรียบเทียบกับตัวเลขของปี 2551 ซึ่งมีสาเหตุมาจากวิกฤตการณ์ทางการเงิน ทำให้ความต้องการซื้อในตลาดที่สำคัญลดลง, เกษตรกรมีต้นทุนอาหารสัตว์และค่าน้ำมันสูงขึ้น และสุขอนามัยที่ไม่ได้มาตรฐานของผลิตภัณฑ์ปลา Pangasius จากเวียดนาม ทำให้มีผลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคในประเทศอิตาลีและเยอรมนี รวมถึงรัสเซียและยูเครนนำเข้าปลา Pangasius จากเวียดนามลดลง

การส่งออกไปยังตลาด EU แม้ว่าในปี 2552 เวียดนามจะสามารถส่งออกปลา Pangasius ไปจำหน่ายยังตลาด EU ได้มากถึง 224,073 ตันหรือเท่ากับ 538 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ในอนาคตการส่งออกไปยังตลาด EU อาจมีแนวโน้มลดลง เนื่องจากร้านค้าปลีกที่มีสาขาเป็นจำนวนมาก (retail chains) ของ EU เรียกร้องให้ฟาร์มปลา Pangasius ต้องผ่านการรับรองมาตรฐาน “การปฏิบัติทางประมงที่ดีสำหรับการผลิตสัตว์น้ำ” หรือ Global GAP แต่ในขณะที่ผู้เลี้ยงปลา Pangasius ส่วนใหญ่ของเวียดนาม เป็นเกษตรกรรายย่อยที่มีรายได้ต่ำและไม่อาจแบกรับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากการขอรับรองมาตรฐานได้ รวมทั้งยังมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกิดขึ้นตามมา เช่น ต้นทุนจากการปรับปรุงอุปกรณ์ต่างๆ ให้มีมาตรฐานที่ดีขึ้น การปรับปรุงคุณภาพน้ำ และการจ้างเจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจสอบฟาร์มซึ่งมีค่าจ่ายราววันละ 1,000 เหรียญสหรัฐ รวมแล้วฟาร์มแต่ละแห่งอาจมีต้นทุนในการขอรับรองมาตรฐาน Global GAP ประมาณ 30,000 เหรียญ ซึ่งถือเป็นต้นทุนที่สูงจนเกินไปเมื่อเทียบกับรายได้จากการจำหน่ายปลา Pangasius นอกจากนี้ ต้นทุนค่าอาหารสัตว์ที่เพิ่มขึ้นก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ชะลอการขยายตัวของฟาร์มปลา Pangasius ในเวียดนามและอาจทำให้มีเกษตรกรจำนวนมากหันกลับไปเพาะปลูกข้าวแทน คาดการณ์ว่าผลผลิตปลา Pangasius ของเวียดนามในปี 2553 อาจลดลงมาเหลือ 600,000 – 900,000 ตัน  (เทียบกับ 1.2 ล้านตันในปี 2552) และอาจทำให้ราคาปลา Pangasius ในปีนี้สูงขึ้น

เวียดนามมุ่งส่งออกปลา Pangasius ไปยังตลาดอื่นๆ จากแรงกดดันที่ผู้ค้าปลีกใน EU เรียกร้องให้ฟาร์มที่เพาะเลี้ยงปลา Pangasius ต้องผ่านมาตรฐาน Global GAP อาจทำให้ผู้ส่งออกของเวียดนามหันเหไปยังตลาดอื่นๆ ที่ไม่มีการเรียกร้องมาตรฐานดังกล่าวแทน เช่น รัสเซีย รวมถึงเน้นการส่งออกไปยังตลาดประเทศสหรัฐฯ เนื่องจากจะเป็นประตูเปิดให้เวียดนามสามารถส่งออกสินค้าประมงอื่นๆ ไปยังตลาดสหรัฐฯได้ ทั้งนี้ เวียดนามได้ใช้กลยุทธ์ 2 ระบบในขยายตลาดปลา Pangasius ในสหรัฐฯ ได้แก่ การจำหน่ายเนื้อปลา Pangasius Filet แช่แข็งที่มีราคาต่ำ ในขณะที่ผู้ส่งออกบางรายเน้นที่ตลาดบนโดยให้ความสำคัญกับคุณภาพและรสชาติของเนื้อปลาที่ส่งออก  
    
อย่างไรก็ดี การส่งออกปลา Pangasius ของเวียดนามไปยังตลาดสหรัฐฯ ในปีนี้อาจต้องเผชิญอุปสรรคจาก US Farm Bill 2008 ที่เริ่มต้นมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือน ม.ค. 53 เป็นต้นมา โดยรัฐบาลสหรัฐฯกำหนดให้ปลา Pangasius จัดอยู่ในกลุ่ม catfish ซึ่งจะทำให้ขั้นตอนการตรวจสอบการนำเข้าถูกเปลี่ยนจากหน้าที่หน่วยงาน Food and Drug Administration (FDA) มาเป็นความรับผิดชอบของ US Department of Agriculture (USDA) แทน โดยหน่วยงาน USDA มีความเข้มงวดในการควบคุมสุขอนามัยและความปลอดภัยอาหารมากกว่า FDA จึงอาจกลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่ชะลอการส่งออกปลา Pangasius ของเวียดนามไปยังตลาดสหรัฐฯ ได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง

การพัฒนามาตรฐานของฟาร์ม กระแสความต้องการของตลาด EU และสหรัฐฯ ที่เรียกร้องให้สินค้าประมงที่นำเข้าต้องมีมาตรฐานด้านความปลอดภัย คุณภาพและมาตรฐานของสถานที่เพาะเลี้ยง จึงทำให้ผู้ประกอบการในเวียดนามพยายามปรับตัวใหม่ให้มีศักยภาพดีขึ้น โดยฟาร์ม Binh An Bianfishco  จะเป็นฟาร์มเพาะเลี้ยงปลา Pangasius แห่งแรกของเวียดนามที่ขอรับการตรวจสอบจากตัวแทนที่รับรองมาตรฐาน Global GAP (ในฤดูร้อนที่กำลังจะมาถึงนี้) และยังมีฟาร์มอื่นๆที่กำลังขอรับการตรวจสอบเช่นกัน นอกจากนี้ ทางกลุ่มผู้เพาะเลี้ยงปลา Pangasius ของเวียดนามได้รวมตัวกันจัดตั้งองค์กรที่เรียกว่า “Green Farms” เพื่อพัฒนาแนวทางในการเพาะเลี้ยงปลา Pangasius และการแปรรูปให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูง รวมทั้งกำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบของฟาร์มและพัฒนาสินค้าให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมการส่งออกไปยังตลาด EU และสหรัฐฯ

เวียดนามมุ่งการผลิตแบบ Mass Production
จะเห็นว่าเวียดนามได้มีการพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตสินค้าสัตว์น้ำเพื่อการส่งออก ในลักษณะ Mass Production เช่น ปลา Pangasius ได้อย่างมีประสิทธิผลและมีอัตราการเติบโตที่รวดเร็วมาก โดยเป็นการผลิตที่ต้นทุนต่ำ และราคาขายไม่สูงนัก ทำให้เข้ามาติดตลาดของ EU อย่างรวดเร็ว ดังนั้น ไทยอาจจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนมุมมองในการเลือกหาสินค้าประเภทใหม่ๆ เข้ามาในตลาด EU โดยอาจต้องมุ่งเน้นไปที่สินค้าที่มีศักยภาพ เน้นการผลิตเชิงปริมาณ ต้นทุนไม่สูงมากนัก หากแต่ต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม และมาตรฐานที่ดีด้านความปลอดภัยอาหารที่กรมประมงเน้นย้ำและเข้มงวดกับผู้ประกอบการตลอดมา ซึ่งน่าจะเป็นสินค้าที่เข้ามาแข่งขันกับเวียดนามหรือคู่แข่งอื่นๆ ได้ เนื่องจากสินค้าจะตรงตามความต้องการของผู้บริโภค และนโยบายของ EU ที่มุ่งเน้นบริโภคสินค้าที่มีความปลอดภัยและรักษาสิ่งแวดล้อม

มาตรฐานภาคเอกชน

ปัจจุบัน มาตรฐานภาคเอกชน ยังคงเป็นปัญหาสำหรับผู้ผลิต เนื่องจากมีภาระต้นทุนที่สูงขึ้น และเป็นข้อกำหนด หรือข้อบังคับที่เรียกร้องโดย Retail Chain มิได้เป็นกฎระเบียบที่บังคับใช้โดยรัฐบาล แต่หากพิจารณาให้ดีแล้ว จะพบว่ามาตรฐานภาคเอกชนมีทั้งข้อเสียเปรียบ คือ ภาระต้นทุนของผู้ประกอบการเพิ่มสูงขึ้น และข้อได้เปรียบ คือ จะทำให้คู่แข่งขันที่ไม่ได้มาตรฐานต้องออกจากตลาดไป ทำให้ผู้ประกอบการที่ได้มาตรฐานสามารถขยายส่วนแบ่งตลาดได้ อย่างไรก็ดี แม้เวียดนามจะหลีกเลี่ยงการร้องขอมาตรฐานภาคเอกชนจาก Retailer ของ EU และมุ่งสู่ตลาด US หากแต่ปัจจุบัน Retailer ของ US ก็เรียกร้องมาตรฐานภาคเอกชนเช่นเดียวกัน ดังเช่น ในกรณีของไทยที่สินค้ากุ้ง ต้องผ่านมาตรฐานของ ACC ตามข้อเรียกร้องของ Retailer เป็นต้น

การที่ Retailer ขอให้ผู้ประกอบการฟาร์มปลา Pangasius ของเวียดนามผ่านมาตรฐาน Global GAP ย่อมส่งผลให้การผลิตปลา Pangasius ลดลงเนื่องจากฟาร์มต้องมีการลดความหนาแน่นของการเลี้ยง ตามข้อกำหนดของ Global GAP ซึ่งน่าจะเป็นโอกาสดีของไทยที่จะขยายการผลิตปลานิล ซึ่งเป็นปลาเนื้อขาวในลักษณะเดียวกับปลา Pangasius เข้ามาทดแทนความต้องการของตลาดได้ ซึ่งตรงตามนโยบายของกรมประมงที่ต้องการส่งเสริมการเลี้ยงปลานิลเพื่อการส่งออก

 

Print Friendly