รายงานสรุปการเสวนา “Policy Dialogue: The EU trade strategy – Strengthening ties with Asia?”

 

รายงานสรุปการเสวนา “Policy Dialogue: The EU trade strategy – Strengthening ties with Asia?”

ณ โรงแรม Sofitel Louise กรุงบรัสเซลส์

วันที่ 20 พฤศจิกายน 2558 เวลา 15.00 – 17.00 น.

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2558 องค์กร Korea Business Association Europe ร่วมกับ European Policy Centre ได้จัดเสวนาในหัวข้อ “The EU trade strategy – Strengthening ties with Asia” เพื่อให้มุมมองและข้อคิดเห็นเกี่ยวกับนโยบายทางการค้าใหม่ของอียู ภายใต้หัวข้อ Trade for All และแนวทางการเจรจาความตกลงการค้าแบบทวิภาคีระหว่างอียูกับเอเชีย โดยมีนาย Fabian Zuleeg ประธานบริหารของ European Policy Centre เป็นผู้ดำเนินการเสวนา ซึ่งมีผู้ร่วมเสวนาและสาระสำคัญ ดังนี้

1. คำกล่าวต้อนรับโดยนาย Ahn Chong-ghee เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำเบลเยียมและอียู เน้นถึงความสำคัญของการเจรจาความตกลง FTA (Free Trade Agreement) ระหว่างอียูกับเกาหลีใต้ 2 ประการ ได้แก่

1.1  โอกาสทางการค้าและธุรกิจสำหรับอียูและเกาหลีใต้ จากการลดอัตราภาษีศุลกากรที่จะครอบคลุมสินค้าทั้งหมด ยกเว้นสินค้าเกษตรบางประเภทตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2559 โดยเฉพาะ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยีสารสนเทศ ยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ และน้ำมันดิบ แต่ยังมีความกังวลในเรื่องมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี (non-tariff measures) เช่น มาตรฐานสินค้าและสุขอนามัย การปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการปล่อยมลพิษ ที่ต้องทำความเข้าใจและติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอียูมีกฎระเบียบการนำเข้าที่ซับซ้อน ทั้งนี้ เอกอัครราชทูต Ahn Chong-ghee  ปิดท้ายว่าภาคธุรกิจของเกาหลีใต้สามารถมีส่วนร่วมในการวางแผนนโยบายได้หากมีความพร้อม

1.2  การพัฒนาด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม เป็นหัวใจในการพัฒนาธุรกิจของเกาหลีใต้ เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจโลกปัจจุบันที่ยังคงผันผวนและมีความไม่แน่นอนสูง โดยบริษัทอียูทั้งขนาดใหญ่และขนาดย่อม รวมทั้งศูนย์พัฒนาและวิจัยให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างมาก ซึ่งบริษัทเกาหลีใต้จะต้องนำมาปรับใช้กับแผนธุรกิจของตนเพื่อความอยู่รอดของธุรกิจในอนาคต เอกอัครราชทูต Ahn Chong-ghee กล่าวถึงการเดินทางเยือนศูนย์พัฒนาและวิจัย (Research and Innovation Center) ของบริษัท Solvay ของเบลเยียม ณ มหาวิทยาลัย Ewha Woman University ที่มีการใช้นวัตกรรมใหม่ๆ กว่าร้อยละ 21 สำหรับผลิตภัณฑ์ที่จะจำหน่ายในปี 2560 นอกจากนี้ เกาหลีใต้ยังมีความร่วมมือกับยุโรปสำหรับการพัฒนาที่เกี่ยวกับด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ เช่น Internet of Things (IoT), 5G, cloud computing, nanotechnology, biotechnology และ energy technology โดยเป็นการร่วมทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน (Public-Private Partnerships: PPPs)

2.      การนำเสนอด้านโยบายการค้าระหว่างอียูกับเอเชีย

2.1  นาย Miguel Ceballos Barón รองหัวหน้าผู้บริหารระดับสูงของกรรมาธิการยุโรปด้านการค้า อธิบายถึงความสำคัญทางด้านการค้าระหว่างอียูกับเอเชีย ดังนี้

2.1.1 อียูให้ความสำคัญต่อการประสานความสัมพันธ์กับประเทศในภูมิภาคเอเชียให้แน่นแฟ้นมากขึ้น เนื่องจากเหตุผลทางเศรษฐกิจ การเจรจาความตกลง FTA ระหว่างอียูกับอาเซียน (Association of Southeast Asian Nations: ASEAN) เริ่มตั้งแต่ปี 2550 แต่ได้หยุดชะงักลง เนื่องจากมีความซับซ้อนเพราะอาเซียนยังมีความแตกต่างทางเศรษฐกิจและรูปแบบการพัฒนาประเทศ รวมทั้งการรวมตัวในระดับภูมิภาคยังมีความล่าช้า อียูจึงเจรจาความตกลง FTA เป็นรายประเทศก่อน เพื่อเป็นการปูทางไปสู่การจัดทำความตกลงในกรอบภูมิภาค     โดยอียูเจรจาความตกลง FTA กับสิงคโปร์เป็นประเทศแรก เนื่องจากสิงคโปร์มีระบบเศรษฐกิจเปิด (open economy) มากที่สุด และได้เจรจาความตกลง FTA กับเวียดนาม โดยสามารถ   ตกลงกันได้ในส่วนของหลักการแล้วเมื่อเดือน ส.ค. 2558 ซึ่งจะครอบคลุมการเปิดเสรีด้านการค้าและการลงทุน และจะกลายเป็นรูปแบบการเจรจาที่สำคัญระหว่างอียูกับประเทศสมาชิกอาเซียนต่อไป นอกจากนี้ อียูมีแผนการเปิดการเจรจาความตกลง FTA กับฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ในขณะที่ ลาว กัมพูชา และเมียนมาร์ได้รับสิทธิพิเศษทางศุลกากร (Generalized System of Preferences: GSP) และสิทธิพิเศษปลอดภาษีและปลอดโควต้าสินค้านำเข้าทุกชนิด ยกเว้นอาวุธยุทโธปกรณ์ (Everything but Arms: EBA) ทั้งนี้ นาย Barón ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า อียูจะยื่นข้อเสนอที่สูงขึ้น (ambitious) ในการเจรจาความตกลง FTA ในอนาคต ซึ่งจะครอบคลุมมิติด้านการลงทุนเพื่อให้การเจรจาความตกลง FTA มีความสมบูรณ์ที่สุด นอกจากอาเซียนแล้ว อียูกำลังเจรจาความตกลง FTA กับญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกาและความตกลงการลงทุนกับจีนด้วย

2.1.2 การเจรจาความตกลง FTA ระหว่างอียูและเกาหลีใต้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากและเป็นตัวอย่างการเจรจาความตกลง FTA ที่สำคัญ เนื่องจากเป็นการเจรจาความตกลง FTA ที่ครอบคลุม 3 เสาหลักสำคัญ คือ (1) การค้า (2) partnership cooperation agreement for bilateral relations and framework agreement for South Korea’s cooperation (3) Common Security and Defence Policy (CSDP) missions of the EU นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายกำลังจะเจรจาความตกลงด้านการลงทุนด้วย (Investment Agreement) นาย Barón อธิบายเพิ่มเติมว่า การเจรจาความตกลง FTA ระหว่างอียูกับเกาหลีใต้เป็นตัวอย่างสำคัญในการเจรจาที่สร้างผลประโยชน์ร่วมกัน (mutual benefit) ให้กับภาคธุรกิจทุกฝ่าย โดยมูลค่าการค้าส่งออกจากอียูไปยังเกาหลีใต้เพิ่มขึ้นร้อยละ 55 ภายในระยะเวลาไม่ถึง 4 ปี ซึ่งถึงแม้จะมีความกังวลเกี่ยวกับสินค้ายานยนต์จากเกาหลีใต้ การส่งออกสินค้ายานยนต์จากอียูไปยังเกาหลีใต้มีอัตราสูงขึ้นเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในกลุ่มรถยนต์ประเภทหรูหรา (high-end class of vehicles) จากสเปนและอิตาลี  

2.1.3 นอกจากนี้ อียูยังให้ความสนใจกับประเทศกลุ่ม small pacific island states ซึ่งอียูมีความตกลง Economic Partnership Agreement (EPA) ด้วย อียูยังตั้งใจจะเริ่มเปิดการเจรจาความตกลง FTA กับออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ รวมไปถึงการเจรจาความตกลงด้านการลงทุนกับไต้หวันและฮ่องกงซึ่งเป็นสมาชิกของ WTO แล้วด้วย  

2.2  นาย Seong Deok Yun อัครราชทูตคณะผู้แทนสาธารณรัฐเกาหลีประจำสหภาพยุโรป นำเสนอมุมมองที่แตกต่างของเกาหลีใต้ต่อความตกลง FTA ระหว่างเกาหลีใต้กับอียู ดังนี้

2.2.1 เกาหลีใต้ต้องประสบกับภาวะขาดดุลทางการค้า (trade deficit) เนื่องจากสินค้าส่งออกของเกาหลีใต้ไปยังอียูส่วนใหญ่ได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าอยู่แล้วก่อนมีการเจรจา การเจรจาความตกลง FTA กับอียูครั้งนี้จึงไม่เกิดประโยชน์มากนักสำหรับเกาหลีใต้ อีกทั้งเกาหลีใต้ยังได้รับผลกระทบจากการเบี่ยงเบนทางการค้า (trade diversion) โดยเฉพาะการนำเข้าน้ำมันดิบจากอียูที่เป็นผลจากการเจรจาความตกลง FTA ในครั้งนี้ ทำให้รัฐบาลเกาหลีใต้ประสบกับความลำบากในการชักชวนให้ภาคประชาชนเข้าใจถึงประโยชน์จากการเจรจาความตกลง FTA กับอียู

2.2.2 อย่างไรก็ตาม การเจรจาความตกลง FTA กับอียูครั้งนี้เป็นการลดผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจของอียูที่ซบเซา เนื่องจากวิกฤตทางการเงินเมื่อปี 2550 สร้างผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าของเกาหลีใต้ไปยังอียูเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ เกาหลีใต้คาดหวังที่จะเริ่มเจรจาความตกลงทางการลงทุนกับอียู และรับทราบความกังวลของอียูในประเด็นเกี่ยวกับการขนส่งตรง (direct transportation) และประเด็นด้านเทคนิคอื่นๆ (technical issues) โดยยกตัวอย่างการเจรจาการค้าเสรีระหว่างเกาหลีใต้กับสหรัฐฯ (United States-Korea Free Trade Agreement: KORUS) ที่ครอบคลุมมิติทั้งด้านการค้าและการลงทุน ทั้งนี้ เกาหลีใต้คาดหวังว่าอียูจะสามารถฟื้นฟูเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็ว มิฉะนั้นจะส่งผลเสียต่อภาคการส่งออกของเกาหลีใต้ ซึ่งจะทำให้รัฐบาลเกาหลีใต้ไม่สามารถบอกถึงประโยชน์จากการเจรจาความตกลง FTA ในครั้งนี้กับอียูต่อประชาชนเกาหลีใต้ได้

2.3  นาย Sébastien Miroudot นักวิเคราะห์นโยบายการค้าอาวุโส OECD นำเสนอมุมมองเกี่ยวกับความสำคัญของ Global Value Chains ดังนี้

2.3.1 นโยบายการค้าใหม่ของอียู  (EU’s new trade strategy) เน้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ   ดิจิตัลของอียู (Digital Economy) ซึ่งหมายถึงกระแสข้อมูลต่างๆ (data flows) การโอนถ่ายข้อมูล (data transfer) และ E-commerce รวมทั้งการค้าบริการ (trade in services) ซึ่งปัจจุบันไม่สามารถแยกออกจากการค้าสินค้าได้ เช่นเดียวกับการค้าและการลงทุนซึ่งไม่สามารถแยกออกจากกันได้

2.3.2 รูปแบบการค้าระหว่างอียูและเอเชียมีลักษณะเป็นการค้าสินค้าชั้นกลาง (trade in intermediate goods) ที่มีความสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจ  โดยข้อมูลจาก TiVA (Trade in Value Added) ชี้ให้เห็นมูลค่า Foreign Value-Added (total value added created in other countries in the exports of a country) ที่เพิ่มมากขึ้นระหว่างปี 2538 – 2554 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงกระบวนการผลิตที่มีการพึ่งพากันในลักษณะของห่วงโซ่มูลค่า (value chains) โดยในช่วง 10-15 ปีที่ผ่านมา เอเชียตะวันออก (โดยเฉพาะจีน) และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นแหล่งกิจกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มที่สำคัญของสินค้าส่งออกจากอียู (จากอดีตที่มาจากประเทศสมาชิกเอง) โดยเฉพาะสินค้าอุตสาหกรรม ซึ่งสินค้าชั้นกลางที่นำเข้าโดยอียูจำนวนร้อยละ 28 เป็นสินค้าอุตสาหกรรมที่ส่งออกมาจากเอเชียตะวันออก ในขณะเดียวกัน    อียูส่งสินค้าร้อยละ 27 ของการส่งออกสินค้าสำเร็จรูป (finished products) ของอียูทั้งหมดไปยังเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดังนั้น เอเชียจึงถือเป็นคู่ค้าที่สำคัญของอียู       ผู้วางนโยบายควรให้ความสำคัญของรูปแบบการค้าดังกล่าวเพื่อผลประโยชน์สูงสุด

2.4  นาง Eleonora Catella ที่ปรึกษาด้านการค้าจากองค์กร BUSINESS EUROPE เน้นถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน และคุ้มครองการลงทุนของบริษัทสัญชาติอียูในการเจรจาความตกลง FTA ทั้งนี้ นาง Catella ยกตัวอย่างความตกลง FTA ระหว่างอียูกับเกาหลีใต้ที่ครอบคลุมบทว่าด้วยการพัฒนาอย่างยั่งยืน (sustainable development chapter) ที่ให้มีการจัดตั้ง EU-Korea Civil Society Forum ซึ่งประกอบด้วยคณะที่ปรึกษา (Domestic Advisory Group) จากฝ่ายอียูและเกาหลีใต้ เพื่อหารือเกี่ยวกับประเด็นด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน เช่น ประเด็นด้านแรงงานและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น และเน้นย้ำถึงความตกลงด้านการลงทุนที่เป็นกลไกสำคัญในการคุ้มครองการลงทุนของบริษัทสัญชาติอียู โดยเฉพาะในจีน นาง Catella กล่าวโดยสรุปว่า political commitment จากรัฐบาลคู่เจรจาเป็นปัจจัยสู่ความสำเร็จ โดยยกตัวอย่างการเจรจาความตกลง FTA ระหว่างอียูและเวียดนามที่มีการเห็นชอบในหลักการแล้ว และสนับสนุนการเจรจาความตกลง FTA กับอาเซียนในระดับภูมิภาค (region-to-region level) เนื่องจากปัญหาที่มีความซับซ้อนสำหรับอาเซียนที่มีการพัฒนาที่แตกต่างกัน เช่น กฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้า (Rules of origins: ROOs) จะได้ดำเนินการไปในทิศทางเดียวกัน

3.      ช่วงถาม-ตอบ

3.1 อียูจะสามารถนำนโยบายทางการค้าใหม่ของอียู ภายใต้หัวข้อ Trade for All มาใช้ได้อย่างไร โดยเฉพาะกับไทยและเมียนมาร์

นาย Miguel Ceballos Barón อธิบายว่านโยบายทางการค้าใหม่ของอียู ภายใต้หัวข้อ Trade for All เป็นการตอบสนองต่อประโยชน์สาธารณะ (public concern) และความต้องการของประชาชนของอียูในประเด็นเกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน คอรัปชั่น และการพัฒนาอย่างยั่งยืน รวมถึงความปลอดภัยทางด้านอาหาร และสิทธิผู้บริโภค เคณะกรรมาธิการยุโรปจึงให้ความสำคัญกับการดำเนินงานอย่างโปร่งใส เพื่อสร้างความมั่นใจและแก้ไขข้อกังวลของประชาชนอียูดังกล่าวต่อการเจรจาการค้า โดยเฉพาะการเจรจา TTIP  ที่อาจสร้างผลกระทบต่อระดับการคุ้มครองสิทธิพลเมือง และระเบียบปฏิบัติของอียูที่มุ่งเน้นเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนและความโปร่งใส โดยนโยบายการค้าใหม่ของอียูนี้จึงต้องเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ดังนั้น จากแนวคิดดังกล่าว ความตกลง FTA ระหว่างอียูกับไทยจึงยังอยู่ในภาวะรอความพร้อม แม้จะมีการเจรจาความตกลงดังกล่าวมาแล้วหลายครั้งก็ตาม ในขณะที่อียูกำลังเดินหน้าเจรจาความตกลงการคุ้มครองด้านการลงทุน (investment protection agreement) กับเมียนมาร์ โดยเป็นการผลักดันนโยบายการค้าและนโยบายด้านการพัฒนาควบคู่กันไป

3.2 มุมมองและขอบเขตความร่วมมือเกี่ยวกับการค้าดิจิตัลในกรอบพหุภาคี (multilateral agreement) รวมทั้งความคืบหน้าของการเจรจาความตกลง FTA ระหว่างอียูกับเกาหลีใต้เกี่ยวกับการค้าดิจิตัล (digital trade)

นาย Seong Deok Yun กล่าวว่าเกาหลีใต้ให้ความสำคัญกับความตกลงเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology Agreement: ITA) มาก (ความตกลง ITA เป็นความตกลงหลายฝ่าย แต่ผลของการเจรจาจะเป็นไปตามหลักปฏิบัติเยี่ยงที่ได้รับความอนุเคราะห์อย่างยิ่ง หรือ Most Favoured Nation Treatment: MFN) โดยเมื่อเดือนกันยายน 2558 มีการเจรจากรอบเวลาการลด/เลิกภาษีในแต่ละสินค้า ซึ่งตั้งเป้าที่จะประกาศความสำเร็จของการขยายการเปิดเสรีสินค้า IT (ITA Expansion)  ในการประชุมระดับรัฐมนตรี WTO ครั้งที่ 10 ที่กรุงไนโรบี ประเทศเคนยา ในเดือนธ.ค. 2558 นอกจากนี้ เกาหลีใต้ยังให้ความสำคัญกับการเจรจาความตกลงด้านการค้าบริการในกรอบ TISA (Trade in Services Agreement) โดยเฉพาะ digital services นอกจากนี้ เกาหลีใต้ยังมีความร่วมมือกับอียูเกี่ยวกับการค้าดิจิตัล ที่ครอบคลุมการเจรจาเรื่องระบบ 5G และ Internet of Things (IoTs) เป็นต้น นาย Yun สรุปว่าเกาหลีใต้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาด้านเทคโนโลยีมาก โดยเฉพาะกับยุโรป เกาหลีใต้จึงได้ก่อตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรมในกรุงบรัสเซลส์ เพื่อพัฒนาความร่วมมือและสร้างเครือข่ายด้านเทคโนโลยีระหว่างเกาหลีใต้และอียูต่อไป

3.3 มุมมองเกี่ยวกับห่วงโซ่อุปทานต่อความกังวลเกี่ยวกับกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้าในการเจรจาความตกลงการค้าเสรี โดยเฉพาะกับประเทศเวียดนาม

นาย Miguel Ceballos Barón กล่าวว่าอียูมีความตั้งใจที่จะเพิ่มความยืดหยุ่นเรื่องกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดกับเวียดนาม แต่ยังไม่มีตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมที่ชัดเจนถึงวิธีการ ทั้งนี้ นาย Barón กล่าวว่า อียูมีแนวคิดในการรวมกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดระหว่างความตกลง FTA ระหว่างอียูกับอเมริกากลางเข้าด้วยกันกับความตกลง FTA ระหว่างอียูกับเม็กซิโก (The EU-Mexico Global Agreement) ซึ่งขณะนี้อียูกำลังพิจารณาทบทวนและปรับปรุงความตกลงดังกล่าวให้ทันสมัยมากขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและการเมืองในรอบ 15 ปีที่ผ่านมา (ความตกลง FTA ระหว่างอียูกับเม็กซิโกมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2543) ดังนั้น นาย Barón จึงให้ข้อเสนอแนะแก่ผู้เข้าร่วมประชุมให้ติดตามความคืบหน้าของความตกลง FTA ระหว่างอียูกับเม็กซิโกในการเจรจาเกี่ยวกับกฎระเบียบว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้า

นาย Sébastien Miroudot กล่าวเสริมว่ากฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้าจะมีเงื่อนไขที่เคร่งครัดหรือยืดหยุ่นขึ้นอยู่กับมุมมองของผู้ออกแบบนโยบาย เช่น หากมอง FTA เป็นการให้สิทธิพิเศษก็อาจมีเงื่อนไขที่เคร่งครัด แต่หากมอง FTA เป็นการปูทางไปสู่ความตกลงในกรอบพหุภาคีและอำนวยความสะดวกการผลิตต่อห่วงโซ่อุปทานโลก เงื่อนไขของกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้าจะมีความยืดหยุ่น

3.4 มิติด้านกฎหมาย (regulatory dimension) เกี่ยวกับบทว่าด้วยอุปสรรคการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (non-tariff barriers: NTBs) ในการเจรจาความตกลง FTA ระหว่างอียูกับเกาหลีใต้ 

นาย Seong Deok Yun กล่าวว่าการเจรจาเกี่ยวกับ NTBs ถือว่าเป็นเรื่องใหม่สำหรับเกาหลีใต้ เนื่องจากการเจรจาจะต้องอาศัยเจตน์จำนงทางการเมือง (political will) ในการดำเนินการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบภายในประเทศ (domestic regulation) ทั้งนี้ เกาหลีใต้ได้ตั้งคณะกรรมการเฉพาะด้าน เพื่อทำหน้าที่เจรจาและปรึกษาหารือในประเด็นเกี่ยวกับ NTBs โดยเฉพาะ

นาย Miguel Ceballos Barón กล่าวเสริมว่าการเจรจา FTA ระหว่างอียูและเกาหลีใต้เกี่ยวกับ NTBs มีความซับซ้อนอยู่มาก เช่น ในอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ นอกจากนี้ นายBarón กล่าวเสริมว่า การเจรจาความตกลงการค้าระหว่างอียูกับสหรัฐฯ (Transatlantic Trade and Investment Partnership: TTIP) จะเป็น “game changer” สำหรับมิติด้านกฎหมาย เนื่องจาก TTIP มีจุดประสงค์เพื่อเสริมสร้างความสอดคล้องด้านกฎหมาย (regulatory convergence) ที่จะครอบคลุมมิติด้านกฎหมายในหลายสาขา

3.5 การเจรจา FTA ของอียูส่งผลอย่างไรกับตุรกีและนอร์เวย์

นาง Eleonora Catella กล่าวว่าตุรกีเป็นสหภาพศุลกากร (customs union) เดียวกันกับอียู ทำให้สินค้าจากตุรกีสามารถเข้าถึงตลาดอียูได้ แต่ตุรกีไม่สามารถเข้าถึงตลาดของคู่เจรจาอื่นๆ ที่อียูมีความตกลง FTA ได้ รวมทั้งยังได้รับผลกระทบจากสินค้านำเข้าจากคู่เจรจาอื่นๆ ที่มีความตกลง FTA กับอียูอีกด้วย ทั้งนี้ อียูตระหนักถึงปัญหานี้ แม้จะสนับสนุนให้คู่เจรจาของอียู เจรจาความตกลง FTA กับตุรกีแต่ไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากประเทศคู่เจรจาเหล่านั้นได้รับประโยชน์ในการเข้าถึงตลาดตุรกีจากการเจรจา FTA กับอียูอยู่แล้ว จึงไม่มีความจำเป็นต้องเจรจากับตุรกีเพิ่มเติม

นาย Miguel Ceballos Barón กล่าวเสริมว่านอร์เวย์ไม่ได้เป็นสมาชิกอียู แต่มีฐานะเป็นสมาชิกในกลุ่ม European Economic Area (EEA) และ European Free Trade Association (EFTA) และในส่วนของตุรกี เมื่อเดือน พ.ค. 2558 อียูประกาศยกระดับสหภาพศุลกากรระหว่างอียูและตุรกี (Modernization of the Customs Union) เพื่อครอบคลุมการค้าบริการ สินค้าเกษตร การจัดซื้อจัดจ้างของรัฐ และกลไกในการระงับปัญหาข้อพิพาท

4. คำกล่าวสรุป

นาย Fabian Zuleeg กล่าวโดยสรุปว่ารูปแบบการค้าในปัจจุบันไม่ได้ถูกจำกัดเพียงแค่การขนย้ายสินค้าอย่างเสรีเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงการค้าบริการ การเคลื่อนย้ายเงินทุนและแรงงาน รวมถึงการเคลื่อนย้ายข้อมูลและความรู้ความเชี่ยวชาญ ดังนั้นแนวทางการเจรจาความตกลง FTA จะต้องตอบสนองกับรูปแบบการค้าที่เปลี่ยนไปและยกระดับขอบเขตความร่วมมือที่ครอบคลุมทุกมิติ เพื่อผลักดันให้เป็นแนวทางธรรมาภิบาลโลก (Global Governance) ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนาประเทศได้อย่างยั่งยืน

เรียบเรียงโดยทีมงาน Thaieurope.net

คณะผู้แทนไทยประจำสหภาพยุโรป

Print Friendly