ศักยภาพด้านอุตสาหกรรมเหล็กของโปแลนด์

โปแลนด์นับเป็นประเทศหนึ่งที่มีระดับการพัฒนาของอุตสาหกรรมหนักที่ก้าวหน้า
โดยเฉพาะในสาขาของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับเหล็ก เนื่องจากโปแลนด์มีวัตถุดิบ
และมีพื้นฐานอันยาวนานในด้านการต่อเรือและการผลิตรถยนต์  ศักยภาพขอโปแลนด์ในด้านอุตสาปกรรมเหล็กจึงมีความน่าสนใจ
และอาจเป็นแหล่งผลิตเหล็กและเหล็กกล้าที่มีราคาและคุณภาพที่สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลกก็ได้


ภูมิหลังอุตสาหกรรมเหล็กโปแลนด์  

เหล็กเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักของโปแลนด์เช่นเดียวกับถ่านหิน เคมีภัณฑ์
โลหะ เครื่องจักรกล ยานยนต์ การต่อเรือ และเครื่องนุ่งห่ม
ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
โปแลนด์ใช้เหล็กเพื่อการฟื้นฟูบูรณะประเทศเพียงด้านเดียวโดยไม่มีการวางแผนพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมดังกล่าว
จวบจนถึงรัฐบาลของนายกรัฐมนตรี Mazowiecki ในปี 2533
โปแลนด์ได้มีการปฏิรูประบบเศรษฐกิจครั้งสำคัญจากระบบรวมศูนย์ (centralized
command economy) เป็นระบบตลาด (market-oriented system)
ส่งผลให้วิสาหกิจอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของรัฐโดยเฉพาะด้านการสร้างทางรถไฟ
เหมืองแร่ เหล็กและยุทโธปกรณ์ทางทหารต้องปรับขนาด (downsizing)
และการบริหารองค์กรเพื่อให้สอดรับกับนโยบายเศรษฐกิจใหม่

อย่างไรก็ดี ได้มีการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมเหล็กครั้งสำคัญอีกครั้งในปี
2544
โดยรัฐได้เข้ามาช่วยเหลือด้วยการรวมโรงงานผลิตเหล็กที่ประสบปัญหาด้านการเงินและยังไม่ได้ขายกิจการเข้าด้วยกันและจัดตั้งเป็นวิสาหกิจใหม่ชื่อ
Polskie Huty Stali (PHS) เลื่อนการชำระหนี้
และขายหุ้นให้แก่บริษัทต่างชาติที่สนใจร่วมลงทุนและซื้อกิจการในระยะยาวด้วย

อุตสาหกรรมเหล็กในปัจจุบัน

การปรับโครงสร้างครั้งสำคัญในปี 2544
ส่งผลให้อุตสาห-กรรมเหล็กซึ่งประสบภาวะขาดทุนมาเป็นเวลานานปรับตัวกระเตื้องขึ้นในทางที่ดี
หอการค้าและสภาอุตสาหกรรมโลหะ (The Metallurgical Chamber of Industry and
Commerce-HIPH) ของเมือง Katowice
ซึ่งเป็นเมืองอุตสาหกรรมเหล็กและโลหะที่สำคัญของโปแลนด์ได้ระบุว่า
อุตสาหกรรมเหล็กของโปแลนด์ในช่วงครึ่งแรกของปี 2547
ทำรายได้ให้ประเทศสุทธิ 900 ล้าน สว๊อตตี้หรือประมาณ 9,000 ล้านบาท
ทั้งนี้
เป็นผลมาจากราคาตลาดเหล็กปัจจุบันที่สูงขึ้นและมาตรการการตัดราคาของโปแลนด์ 
นอกจากนั้น
หลายฝ่ายยังคาดการณ์ว่าตลาดเหล็กของโปแลนด์จะเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง
และจำนวนการผลิตเหล็ก (raw steel) ในปีนี้จะสามารถพุ่งสูงถึง 10.5-10.6
ล้านตัน (ปี 2544 ประมาณ 8.8 ล้านตัน / ปี 2545 ประมาณ 8.3 ล้านตัน / ปี
2546 ประมาณ 9.1 ล้านตัน)

นโยบายส่งเสริมของรัฐบาล

ปัจจุบันโปแลนด์เน้นการเปิดตลาดเหล็กให้ต่างชาติเข้ามา
ลงทุนและการมีความร่วมมือด้านการค้า-การลงทุนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเหล็กเป็น
priority ระดับต้นของประเทศ โดยมีแนวทางส่งเสริมที่ชัดเจน ดังนี้
-
พยายามมีความร่วมมือในด้านอุตสาหกรรมเหล็กกับหลายกลุ่มประเทศปัจจุบันโปแลนด์มีความแนบแน่นกับกลุ่มประเทศอาหรับ
และถือว่ากลุ่มประเทศอาหรับเป็น partner สำคัญในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ
โดยสามารถเข้าไปลงทุนในอุตสาหกรรมก่อสร้าง
ทางรถไฟและโรงงานผลิตไฟฟ้าในหลายประเทศของกลุ่มฯ อาทิ อิรัก ซีเรีย
อียิปต์ ลิเบียและโมรอคโค

- มีส่วนร่วมอย่างสำคัญในการฟื้นฟูบูรณะอิรัก
ซึ่งส่งผลโดยตรงต่ออุปสงค์และการสั่งซื้อเหล็กโปแลนด์  ล่าสุด
ปธน.อิรักพร้อมด้วย รมว. อุตสาหกรรม
การค้าและการคมนาคมอิรักได้เยือนโปแลนด์อย่างเป็นทางการเมื่อเดือน ก.ย. 47
เพื่อหารือเกี่ยวกับบทบาทของโปแลนด์ในการฟื้นฟูบูรณะอิรักและพบกับผู้บริหารบริษัทโปแลนด์ที่เข้าไปดำเนินกิจการในอิรักเป็นสำคัญ

- เข้าเป็นสมาชิก EU 
ทำให้โปแลนด์ได้รับประโยชน์ในด้านการสร้างการค้า (trade creation)
ซึ่งเกิดจากการยกเลิกภาษีนำเข้าและการลดต้นทุนทางการค้าต่างๆ
ได้ปัจจัยที่ส่งเสริมการเติบโตด้านอุปสงค์เหล็ก อาทิ โควต้าการนำเข้า
ได้รับผลประโยชน์จากกองทุนต่างๆ ของ EU ทั้งในรูปเงินให้เปล่า เงินกู้
และการลดหย่อนภาษีเพื่อสนับสนุนโครงการพัฒนาด้านโครงสร้างและระบบสาธารณูปโภคหลัก
อาทิ ถนน สะพาน ทางรถไฟ
และระบบประปาและไฟฟ้า          
รวมทั้งการปฏิรูปวิสาหกิจซึ่งทำให้เกิดการดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ

มุมมองจากภายนอก  

แม้ว่า European Bank for Reconstruction and Development (EBRD)
จะระบุให้รัสเซียและยูเครนเป็นสองประเทศที่มีศักยภาพสูงด้านอุตสาหกรรมเหล็กในภูมิภาค
แต่ได้ระบุให้โปแลนด์ ฮังการี
และสโลวีเนียเป็นกลุ่มประเทศที่มีโอกาสและมีพัฒนาการสูงด้านอุตสาหกรรมเหล็ก 
โดยเฉพาะโปแลนด์ที่ถูกจัดวางให้เป็นประเทศแรกที่ควรให้ความสำคัญทางยุทธศาสตร์
(strategic priorities) 
ภายหลังจากที่มีการปรับตัวทางด้านเศรษฐกิจและโครงสร้างอุตสาหกรรมเหล็กแล้ว

ในปี 2546 มีการแปรรูปวิสาหกิจเหล็กครั้งใหญ่ของยุโรป โดยบริษัท LNM
Holdings
ซึ่งเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กอังกฤษ-เนเธอร์แลนด์ของนักลงทุนเชื้อสายอินเดีย
Lakshmi N Mittal ที่มีฐานอยู่ในอังกฤษ และเป็นผู้ผลิตเหล็กสูงเป็นอันดับ
2 ของโลกและบริษัท U.S. Steel Corp. ผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ
และเป็นอันดับ 10 ของโลก มีฐานธุรกิจอยู่ที่เมือง Pittsburgh
ได้เข้าแข่งขันประมูลซื้อ Polski Huty Stali (PHS) ซึ่งท้ายที่สุด LNM
Holdings เป็นผู้ชนะการประมูล การแข่งขันของกลุ่มธุรกิจเหล็กทั้ง 2
ภูมิภาคได้สะท้อนให้เห็นถึงมุมมองของผู้ลงทุนต่างชาติรายใหญ่ที่เล็งเห็นถึงแนวโน้มของการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องของอุปสงค์เหล็กและศักยภาพของอุตสาหกรรมเหล็กโปแลนด์ที่จะช่วยส่งผลให้ตนครองความเป็นใหญ่ในภูมิภาคนี้
(ปัจจุบัน LNM มีโรงงานในอัลจีเรีย สาธารณรัฐเช็ก โรมาเนีย คาซัคสถาน
แอฟริกาใต้และอินโดนีเซีย ในขณะที่ U.S.Steel
มีโรงงานในสโลวาเกียและเซอร์เบีย)

สรุป

แม้ประเทศสมาชิก EU
ใหม่จะมีอัตราการบริโภคเหล็กต่อหัวน้อยกว่าประเทศสมาชิกเดิม (อาทิเช่น
โปแลนด์ มีอัตราการบริโภคเหล็ก 200 กก. ต่อคนต่อปี
ถือเป็นครึ่งหนึ่งของอัตราเฉลี่ยของประเทศสมาชิก EU เดิม
ซึ่งมีอัตราการบริโภคเหล็ก 400 กก.ต่อคนต่อปี)
แต่การขยายสมาชิกภาพครั้งล่าสุดได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง momentum
ด้านอุตสาหกรรมเหล็กครั้งสำคัญของยุโรปใน 2 ด้านหลัก กล่าวคือ (1)
ความสามารถในการผลิตเหล็กของ EU เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ15 โดยเพียง 4
ประเทศหลัก ได้แก่ โปแลนด์ สาธารณรัฐเช็ก สโลวาเกีย
และฮังการีสามารถผลิตเหล็กได้ 23.5 ล้านตันต่อปีทำให้กำลังการผลิตของ EU
เพิ่มขึ้นเป็น 159 ล้านตันต่อปี และ     (2)
เกิดการเคลื่อนย้ายการลงทุนด้านอุตสาหกรรมเหล็กจากยุโรปตะวันตกมายุโรปตะวันออกเนื่องด้วยราคาต้นทุนที่ต่ำกว่าโดยเฉพาะค่าแรงงาน

ขณะที่ไทยกำลังมีนโยบายเร่งพิจารณาศึกษาความเป็นไปได้ในการร่วมทุนแหล่งแร่ทั้งดีบุก
สังกะสี เหล็ก และทองแดงในประเทศเพื่อนบ้าน
เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับอุตสาหกรรมต้นน้ำที่ใช้แร่เป็นวัตถุดิบและอุตสาหกรรมต่อเนื่องต่างๆ
ของไทยนั้น 
ไทยอาจพิจารณาโปแลนด์ซึ่งพร้อมมีความร่วมมือในด้านดังกล่าวกับต่างประเทศเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง
ในการแลกเปลี่ยน-เรียนรู้ศักยภาพเทคโนโลยีอุตสาหกรรมเหล็กที่โปแลนด์มีความเชี่ยวชาญและกำลังพัฒนาขึ้นเรื่อยๆเนื่องจากมีบริษัทข้ามชาติรายใหญ่เข้ามาลงทุน
และมีความร่วมมือด้านการค้า-
การลงทุนอีกครั้งภายหลังกรณีพิพาทเรื่องการทุ่มตลาดเหล็กสิ้นสุดลง

Print Friendly