สถานการณ์การส่งออกกุ้งจากอินเดียไปยังสหภาพยุโรป

รัฐบาลอินเดียสนับสนุนอุตสาหกรรมกุ้งในประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยส่งเสริมให้เกษตรกรทำฟาร์มเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไม ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่มีความทนทานต่อโรคสูง และเป็นที่นิยมของตลาดโลก อินเดียจึงกลายเป็นหนึ่งใน
ผู้ส่งออกกุ้งรายใหญ่ที่สุดของโลก โดยในปี 2559 อินเดียมีปริมาณการส่งออกกุ้งประมาณ 438,000 ตัน ซึ่งมีตลาดส่งออกหลัก คือ สหรัฐอเมริกา เวียดนาม สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น อย่างไรก็ตาม สินค้ากุ้งอินเดียยัง
มีปัญหาด้านความปลอดภัยอาหารเป็นอย่างมาก เนื่องจากเกษตรกรบางส่วนยังขาดความรู้ด้านการเพาะเลี้ยง และการใช้ยารักษาโรคสัตว์ที่ไม่ได้รับอนุญาต รวมทั้งยาที่ไม่ได้มาตรฐาน นอกจากนี้ ระบบการตรวจสอบควบคุมคุณภาพอาหารของอินเดียยังขาดประสิทธิภาพ ส่งผลให้กุ้งส่งออกถูกตรวจพบสารตกค้างจากยารักษาโรคสัตว์ต้องห้าม และยารักษาโรคสัตว์ที่ไม่ได้รับอนุญาตอย่างบ่อยครั้ง เช่น chloramphenicol oxytetracyclin tetracyclin chlortetracycline และ metabolites of nitrofurans เป็นต้น

ข้อมูลจากระบบแจ้งเตือนภัยสำหรับอาหารและอาหารสัตว์ของสหภาพยุโรป (Rapid Alert for Food and Feed System) พบว่า อินเดียซึ่งเป็นประเทศคู่ค้ากุ้งอันดับ 3 รองจากเอกวาดอร์ และอาร์เจนตินา ถูกตรวจพบสารตกค้างจากยารักษาโรคสัตว์ต้องห้าม และยารักษาโรคสัตว์ที่ไม่ได้รับอนุญาตมากถึง 22 ครั้ง ในช่วงระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา (ปี 2557 จำนวน 12 ครั้ง ปี 2558 จำนวน 5 ครั้ง และปี 2559 จำนวน 5 ครั้ง) ส่งผลให้คณะกรรมาธิการยุโรปจำเป็นต้องกำหนดมาตรการในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยได้ประกาศ Commission Implementing Decision (EU) 2016/1774 เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2559 เพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบสารที่มีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาในสินค้าสัตว์น้ำเพาะเลี้ยงนำเข้าจากอินเดีย จากเดิมสุ่มตรวจ ณ ด่านนำเข้าที่ระดับความเข้มงวดร้อยละ 10 เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 50 โดยมีผลบังคับตั้งแต่ปลายปี 2559 เป็นต้นไป อย่างไรก็ตาม ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2560 สหภาพยุโรปได้ตรวจพบปัญหาด้านยารักษาโรคสัตว์ต้องห้ามในสินค้าดังกล่าวจากอินเดีย จำนวน 14 ครั้ง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเกษตรกรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของอินเดียยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้

สหภาพยุโรปจึงมีกำหนดการเดินทางไปตรวจสอบระบบการควบคุมและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของอินเดียในเดือนพฤศจิกายน 2560 โดยหากผลการตรวจสอบไม่เป็นที่น่าพอใจ สหภาพยุโรปอาจกำหนดให้มีการสุ่มตรวจตัวอย่างสินค้ากุ้งจากอินเดียเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 50 เป็นการตรวจ 100 % หรืออาจระงับการนำเข้าจากอินเดียทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการอินเดียจำเป็นต้องเสาะหาตลาดอื่น ๆ เพื่อชดเชยการส่งออกไปยังตลาดสหภาพยุโรปที่ระงับการนำเข้าหรือมีมาตรการที่เข้มงวดมากยิ่งขึ้น โดยอินเดียอาจเร่งขยายการส่งออกไปตลาดสหรัฐอเมริกา เวียดนาม และจีน ซึ่งจะทำให้ไทยและอินโดนีเซียได้รับผลกระทบจากการถูกแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาด อย่างไรก็ตาม สหรัฐอเมริกาได้มีการตรวจสอบสินค้ากุ้งจากอินเดียอย่างเข้มงวดเช่นเดียวกัน โดยในปี ๒๕๕๙ หน่วยงาน FDA ของสหรัฐอเมริกาได้ปฏิเสธการนำเข้ากุ้งจากอินเดียมากถึง 95 ครั้ง ซึ่งสูงสุดในรอบ 15 ปี จากกรณีที่ตรวจพบสารตกค้างจากยารักษาโรคสัตว์ที่ไม่ได้รับอนุญาต ทั้งนี้ หากสหรัฐอเมริกาออกมาตรการที่เข้มงวดในการควบคุมความปลอดภัยอาหารในสินค้ากุ้งนำเข้าจากอินเดียมากยิ่งขึ้น อินเดียอาจพิจารณาส่งออกไปยังเวียดนามเพิ่มขึ้นเนื่องจากเป็นตลาดที่ยังมีความต้องการนำเข้ากุ้งสูง และเป็นช่องทางสำหรับส่งออกไปยังตลาดอื่น ๆ เช่น จีน เป็นต้น

เอกวาดอร์และอาร์เจนตินาจะเป็นประเทศที่ได้รับผลประโยชน์มากที่สุดหากสหภาพยุโรประงับการนำเข้าหรือออกมาตรการที่เข้มงวดสำหรับการนำเข้ากุ้งจากอินเดีย เนื่องจากกุ้งเอกวาดอร์และอาร์เจนตินามีความปลอดภัยสูง และไม่เคยประสบปัญหาการถูกแจ้งเตือนปัญหามาก่อน นอกจากนี้ ข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างสหภาพยุโรปและเอกวาดอร์ ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ต้นปี 2560 ทำให้กุ้งจากเอกวาดอร์ไม่ต้องเสียภาษีการนำเข้า

สำหรับไทยอาจไม่ได้รับประโยชน์จากสถานการณ์ดังกล่าวมากนัก เนื่องจากสหภาพยุโรปได้ตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP) ทำให้กุ้งไทยถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าในอัตราสูง โดยกุ้งปรุงแต่งเสียภาษีเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 7 เป็นร้อยละ 20 และกุ้งสดแช่เย็นแช่แข็งเสียภาษีเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 4 เป็นร้อยละ 12 ซึ่งในปี 2559 ไทยเป็นประเทศคู่ค้ากุ้งอันดับที่ ๑๔ ของสหภาพยุโรป โดยมีปริมาณการส่งออก จำนวน 8,351 ตัน อย่างไรก็ตาม สหภาพยุโรปอาจนำเข้ากุ้งจากไทยเพิ่มมากขึ้น เพื่อทดแทนสินค้ากุ้งจากอินเดียที่อาจถูกผลกระทบในอนาคต

สหภาพยุโรปมีแนวโน้มนำเข้ากุ้งจากประเทศที่สามเพิ่มขึ้นในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (จาก 515,700 ตัน ในปี 2555 เป็น 577,400 ตัน ในปี 2559) โดยส่วนใหญ่นำเข้าจากเอกวาดอร์ (ร้อยละ 18) อาร์เจนตินา (ร้อยละ 15) และอินเดีย (ร้อยละ 14) ส่วนกุ้งจากไทยคิดเป็นสัดส่วนเพียงร้อยละ 2 เมื่อเทียบกับปริมาณการนำเข้ากุ้งของสหภาพยุโรป

 

โดย สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป

Print Friendly