สถานการณ์ด้านการเศรษฐกิจของเช็กในรอบปี 2558 และความสัมพันธ์กับไทย

1. สภาพเศรษฐกิจเช็กในรอบปี 2558

1.1 เศรษฐกิจของเช็กเติบโตได้เป็นอย่างดี ผู้คนมีความเชื่อมั่นในสภาพเศรษฐกิจมากขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 2557 ทำให้มีความกล้าที่จะจับจ่ายใช้สอยในภาคครัวเรือนและลงทุนในภาคเอกชนด้วยความระมัดระวังที่ลดลง ส่งผลบวกต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโดยรวม นอกจากนี้ การที่ธนาคารกลางของเช็กยังคงมาตรการการแทรกแซงค่าเงินคอรูนาให้อยู่ในระดับประมาณ 27 คอรูนาต่อ 1 ยูโร ก็ทำให้ภาคการส่งออกของเช็กยังได้รับประโยชน์อย่างต่อเนื่อง

1.2 นอกเหนือจากปัจจัยบวกข้างต้นแล้ว เศรษฐกิจเช็กยังได้รับอานิสงค์จากปัจจัยภายนอกที่น่าสนใจอีก 2 ประการ ได้แก่ การลดลงของราคาน้ำมันโลกและสินค้าโภคภัณฑ์ เป็นประโยชน์ต่อเช็กซึ่งเป็น net importer ของสินค้าโภคภัณฑ์ ขณะเดียวกันเช็กไม่ได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน เนื่องจากจีนไม่ใช่ตลาดส่งออกสำคัญของเช็ก ในทางตรงกันข้ามเช็กประสบความสำเร็จในการเพิ่มพูนความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับจีนอย่างรวดเร็ว อันเป็นผลมาจากความสัมพันธ์ทางการเมืองที่เช็กแสดงความใกล้ชิดกับจีนอย่างเปิดเผยเพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจต่างจากในอดีตที่นิยมวิพากษ์วิจารณ์จีนในเรื่องสิทธิมนุษยชน ทำให้จีนสนับสนุนให้รัฐวิสาหกิจ/ภาคเอกชนของจีนมาลงทุนในเช็กอย่างกว้างขวางตั้งแต่ในภาคอุตสาหกรรมการผลิต รถยนต์ การเงิน ค้าปลีก โทรคมนาคม โรงงานผลิตไวน์ ธุรกิจสปาขนาดใหญ่ ไปจนถึงการซื้อสโมสรฟุตบอลเช็ก และอีกหลากหลาย นอกจากนี้ สายการบินของจีนยังเปิดเที่ยวบินตรงกรุงปราก-กรุงปักกิ่งเมื่อเดือน ก.ย. ส่งผลให้ตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนที่มาเช็กในปีนี้ทะยานขึ้นเป็น 3 แสนคนแล้ว และยังอาจจะเปิดเที่ยวบินตรงกรุงปราก-นครเซี่ยงไฮ้ในปีหน้าด้วย ไม่เพียงเท่านั้น ในแง่การค้าต่างประเทศ เช็กก็ได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนเพียงประปราย เนื่องจากคู่ค้าต่างประเทศรายสำคัญของเช็กล้วนแต่อยู่ในยุโรป

1.3 ในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ เศรษฐกิจเช็กเติบโตในระดับที่จัดได้ว่าสูง โดยเติบโตในอัตราร้อยละ 4 ร้อยละ 4.4 และร้อยละ 4.5 ตามลำดับเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งการเติบโตในไตรมาสแรกนั้นออกจะสูงเกินกว่าการคาดการณ์ของหลายฝ่ายอยู่ ก่อให้เกิดความกังวลว่าจะเป็นการโตเพราะปัจจัยระยะสั้น แต่สภาพเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 3 จะทำลายสถิติดังกล่าวด้วยตัวเลขที่สูงกว่า และยิ่งตอกย้ำให้เกิดความมั่นใจด้วยการส่งผลให้ภาพรวมการขยายตัวของเศรษฐกิจ 9 เดือนแรกสูงถึงร้อยละ 4.4 ซึ่งสูงกว่าตัวเลขการเติบโตเฉลี่ยของ GDP ในกลุ่มประเทศอียูที่แตะระดับอยู่ที่ร้อยละ 1.8 เกินเท่าตัวและสูงเป็น 2 เท่าของการเติบโตของกลุ่มยูโรโซนที่โตเฉลี่ยเพียงร้อยละ 1.5 เท่านั้น ทำให้คาดเดาได้ว่าภาพรวมการเติบโตของเศรษฐกิจเช็กตลอดทั้งปีนี้จะเป็นไปในทิศทางที่น่าพึงพอใจ

1.4 สำหรับแนวโน้มของเศรษฐกิจเช็กในปีหน้านั้น คาดว่าจะยังคงอยู่ในช่วงขาขึ้นต่อเนื่องจากปีนี้ เพราะความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุนยังอยู่ในทิศทางบวก ประกอบเข้ากับผลกำไรของภาคเอกชนในช่วงปี 2558 ที่จะผันตัวออกมาเป็นเม็ดเงินสำหรับการลงทุนที่เพิ่มขึ้น บวกด้วยกระแสการขยายตัวของการลงทุนจากจีนที่ตอนนี้เป็นนักลงทุนเอเชียที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ในเช็ก ล้วนแต่เป็นปัจจัยที่จะสนับสนุนให้เศรษฐกิจเช็กก้าวไปข้างหน้า

1.5 สำหรับนโยบายด้านการเงินการคลังที่สำคัญนั้น ธนาคารกลางของเช็กได้ประกาศเมื่อช่วงกลางเดือนนี้ว่า จะยังคงยืนหยัดที่จำใช้มาตรการตรึงค่าเงินคอรูนาต่อไปถึงปลายปีหน้า และกดอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำใกล้ระดับร้อยละ 0 ต่อไป นอกจากนี้ รัฐบาลเช็กก็ได้แสดงท่าทีที่ชัดเจนด้วยการมีมติที่จะยังไม่เปลี่ยนไปใช้สกุลยูโร แม้ว่าเช็กจะมีระบบการเงินที่เข้าเงื่อนไขเกือบครบทุกข้อแล้ว ซึ่งเป็นผลมาจากภาวะเสี่ยงของกลุ่มยูโรโซนที่ยังคงอยู่และความรู้สึกที่ไม่พร้อมของประชาชนทำให้คาดกันว่า เช็กจะยังคงใช้สกุลเงินท้องถิ่นไปอีกอย่างน้อย 5 ปี

1.6 กระนั้นดี ความท้าทายที่สำคัญสำหรับการพัฒนาทางเศรษฐกิจของเช็กยังคงคล้ายคลึงกับช่วงที่ผ่านมา โดยมีความท้าทายหลักๆ อยู่ 2 ประการ กล่าวคือ ความโปร่งใสและปัญหาคอร์รัปชันในการบริหารจัดการทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน และการใช้ประโยชน์จากเงินลงทุนของอียูที่ยังไม่เต็มที่ โดยเฉพาะในโครงการการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานและเส้นทางคมนาคม

2. เศรษฐกิจไทย-เช็ก

2.1 สำหรับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจไทย-เช็กในรอบปี 2558 นั้น ยังคงเน้นไปที่การค้าขายระหว่างกันเป็นหลัก โดยมูลค่าการค้าทวิภาคีในช่วง 10 เดือนแรกของปีอยู่ที่ 773.22 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยยังคงเป็นฝ่ายได้ดุลการค้าถึง 493.56 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่เมื่อมองในภาพรวมแล้ว มูลค่าการค้ารวมข้างต้นลดลงร้อยละ      -5.43 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน การนำเข้าสินค้าเชกของไทยก็มีอัตราที่ลดลงถึงร้อยละ -23.93 ทั้งนี้ มูลค่าการค้าระหว่างไทยกับเช็กนี้มีสัดส่วนคิดเป็นร้อยละ 0.22 ของมูลค่าการค้ารวมของไทยกับทั้งโลก

2.2 การค้าไทย-เช็กข้างต้นยังคงเป็นการค้าระหว่าง MNCs เป็นสำคัญ โดยส่วนใหญ่เป็นสินค้าชิ้นส่วน/วัตถุดิบในสายพานการผลิต ในขณะที่มีผู้เล่นที่มีส่วนได้เสียเป็นภาคเอกชนของไทยและของเช็กที่แท้จริงในสัดส่วนที่น้อย ที่ผ่านมาประเทศไทยได้พยายามศึกษาหาลู่ทางที่จะส่งเสริมให้มีผู้เล่นรายใหม่ในความร่วมมือด้านนี้เพิ่มขึ้น โดยเล็งเห็นว่าภาคอุตสาหกรรมยานยนต์และตลาดใหม่ เช่น สินค้าออร์แกนิคและสินค้าจากภาค SMEs อยู่ในกลุ่มที่มีศักยภาพ โดยมีการประสานงานทั้งกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กลุ่มยานยนต์และกลุ่มชิ้นส่วนและอะไหล่รถยนต์) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของฝ่ายเช็ก อาทิ องค์กร Czech Trade เมืองออสตราวา ซึ่งเป็นเมืองอุตสาหกรรมยานยนต์ สมาคมยานยนต์ของเช็ก และภาคเอกชนด้านออร์แกนิค เพื่อผลักดันให้การค้าขยายตัว และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อให้เกิดการลงทุนรายแรกของไทยในเช็กต่อไป

2.3 ในส่วนของแนวโน้มความร่วมมือด้านเศรษฐกิจไทย-เช็กในอนาคตนั้น มีความเป็นไปได้ที่มูลค่าการค้าในกระแสหลักระหว่าง MNCs จะลดลงในระยะยาวเนื่องมาจากการลงทุนผลิตชิ้นส่วน/วัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมการผลิตในเช็กโดยนักลงทุนจากญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และจีนที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะมาทดแทนสินค้าของไทย อย่างไรก็ดีภาพรวมของการค้าทั้งปีนั้น อาจจะยังพอมีความเป็นไปได้อยู่ที่จะมีตัวเลขอยู่ในทิศทางบวก

สนับสนุนข้อมูลโดยสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปราก

Print Friendly