อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ของโปแลนด์

ปัจจุบันโปแลนด์ถือเป็นหนึ่งในประเทศผู้นำด้านการผลิตเฟอร์นิเจอร์ของยุโรป มีมูลค่าการผลิตประมาณ 3.5 พันล้านยูโรต่อปี ส่งออกร้อยละ 80 โดยมีส่วนแบ่งในตลาด EU สูงที่สุด คือร้อยละ 20 โดยล่าสุดในปี 2547 โปแลนด์ส่งออกสินค้าเฟอร์นิเจอร์มูลค่า 5.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากปี 2546 ที่มีมูลค่า 4.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ถึงร้อยละ 28.51

ศักยภาพอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ของโปแลนด์

1. ภาพรวม

1.1 อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ของโปแลนด์มีพัฒนาการที่ยาวนาน มีการปรับโฉมครั้งสำคัญ 3 ช่วงหลักๆ ได้แก่ (1) ช่วงปีค.ศ.1970 : มีการลงทุนพัฒนากระบวนการผลิตซึ่งส่งผลให้ปริมาณการผลิตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และเริ่มสร้างเครือข่ายการค้ากับต่างประเทศมากขึ้น (2) ช่วงปีค.ศ.1980 : ผลิตเพื่อการส่งออกมากขึ้น และ (3) ช่วงปี ค.ศ.1990 : แปรรูปวิสาหกิจครั้งใหญ่โดยได้รับความช่วยเหลือด้านเงินทุนจากต่างประเทศ

ปัจจุบันโปแลนด์ถือเป็นหนึ่งในประเทศผู้นำด้านการผลิตเฟอร์นิเจอร์ของยุโรป มีมูลค่าการผลิตประมาณ 3.5 พันล้านยูโรต่อปี ส่งออกร้อยละ 80 โดยมีส่วนแบ่งในตลาด EUสูงที่สุด คือร้อยละ 20 ล่าสุดในปี 2547 โปแลนด์ส่งออกสินค้าเฟอร์นิเจอร์มูลค่า 5.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากปี 2546 ที่มีมูลค่า 4.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ถึงร้อยละ 28.51 ตลาดส่งออกสำคัญ 5 อันดับแรก ได้แก่ เยอรมนี ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร เนเธอร์แลนด์ สวีเดน โดยมีสหรัฐฯ เป็นคู่ค้าลำดับที่ 8

1.2 ประเภทสินค้า สินค้าเฟอร์นิเจอร์ของโปแลนด์มีความหลากหลาย โดยสามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภทหลัก ดังนี้

1.2.1 เฟอร์นิเจอร์หนัง (upholstered furniture) โปแลนด์มีความชำนาญในการผลิตโซฟาและเก้าอี้นั่ง บุหนัง (armchairs) ในลำดับต้นๆ ของยุโรป ตลาดหลัก ได้แก่ เยอรมนี ฝรั่งเศส สวีเดนและสหราชอาณาจักร มูลค่าส่งออกในปี 2545 คิดเป็น 670 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

1.2.2 เฟอร์นิเจอร์ไม้ พื้นที่ร้อยละ 32 ของโปแลนด์เป็นป่าไม้ที่มีความอุดมสมบูรณ์ ไม้ที่นำมาใช้ในอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์มีความหลากหลายและราคาไม่สูง อาทิ beech, alder, pine, oak รวมถึงไม้สัก,nut, cherry และ maple เป็นต้น

1.2.3 เฟอร์นิเจอร์โลหะ ได้แก่ เหล็กและอลูมิเนียม ซึ่งถือเป็นวัสดุทางเลือกที่ช่วยลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในตลาดได้เป็นอย่างดี

1.3 โครงสร้างสินค้าเฟอร์นิเจอร์โปแลนด์ ประกอบด้วย (1) เก้าอี้,โซฟาและ armchairs ร้อยละ 33 (2) เฟอร์นิเจอร์สำนักงานและร้านค้า ร้อยละ 7 (3) เฟอร์นิเจอร์ครัว ร้อยละ 6 (4) ที่นอนหมอนฟูก ร้อยละ 1 และ(5) เฟอร์นิเจอร์อื่นๆ ร้อยละ 56

2. จุดแข็ง

2.1 แรงงานมีคุณภาพและค่าจ้างไม่สูงเช่นเดียวกับวัตถุดิบ (หนัง,ไม้,เหล็ก) ที่มีคุณภาพและราคาไม่แพงโดยเปรียบเทียบ

2.2 การลงทุนจากต่างประเทศ ทำให้เกิดเครือข่ายการค้ากับกลุ่มประเทศตะวันตกและง่ายต่อการเจาะตลาด มีการพัฒนาคุณภาพมาตรฐานของสินค้าและเทคโนโลยีการผลิตให้ทันสมัย ประเทศที่เข้ามาลงทุนในภาคอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ของโปแลนด์อย่างมีนัยสำคัญ ประกอบด้วย (1) เยอรมนี ลงทุนเป็นประเทศแรกในลักษณะซื้อกิจการหรือถือหุ้นใหญ่ของโรงงานผลิตเฟอร์นิเจอร์ของรัฐ อาทิ (1) บริษัท Schieder Gruppe ได้ซื้อ Olsztynskie Fabryki Mebli ซึ่งปัจจุบันคือ Mazurskie Meble International Spolka z o.o และ Bydgoskie Fabryki Mebli และได้ตั้งโรงงานผลิตเฟอร์นิเจอร์เครื่องหนังที่เมือง Bydgoszcz และ Chelmno เป็นต้น (2) บริษัท Klose ซื้อ Pomorskie Fabryki Mebli (3) Steinhoff ซื้อ Goleniowskie Fabryki Mebli และโรงงานที่เมือง Szczecin เมืองท่าติดทะเลบอลติก ทางเหนือของโปแลนด์ อนึ่ง ปัจจุบันบริษัทเยอรมนีเป็นเจ้าของกิจการอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์โปแลนด์ประมาณร้อยละ 25 (2) สหรัฐฯ ได้แก่ บริษัท Schooner Capital Corporation เข้ามาถือหุ้นร้อยละ 49 ใน Wielkopolskie Fabryki Mebli ที่เมือง Oborniki และ (3) สวีเดน โดย Ikea ได้ซื้อโรงงานขนาดเล็กและสร้างโรงงานใหม่ขึ้นเพิ่มเติมเพื่อเป็นฐานการผลิต ที่เมือง Zielona Gora, Olsztyn และ Radomsko

2.3 การมี Brand เป็นของตนเอง Brand สินค้าเฟอร์นิเจอร์โปแลนด์ที่ได้รับการยอมรับจากตลาดต่างประเทศ ได้แก่ (1) Adriana ร้อยละ 92 ผลิตเพื่อการส่งออก (2) Kler company (3) Eljot company และ (4) COM40 โดยตลาดหลัก ได้แก่ ยุโรปตะวันตก ญี่ปุ่น สแกนดิเนเวีย สหรัฐฯและยุโรปตะวันออก

2.4 มีงานแสดงสินค้าระดับโลกเป็นช่องทางการค้าและการจัดจำหน่ายที่สำคัญ โปแลนด์เป็นเจ้าภาพจัดงาน Furniture Fair ที่ Poznan International Trade Fair เมือง Poznan ในฤดูใบไม้ผลิของทุกปี โดยนอกจากงานดังกล่าวจะเป็นช่องทางการแสดงสินค้า และ promote collection ล่าสุดแล้ว ยังเป็นช่องทางเจรจาการค้าและเปิดตลาดที่สำคัญด้วย

3. อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ไทยและโปแลนด์โดยเปรียบเทียบ

3.1 มูลค่าการส่งออก

3.1.1 โปแลนด์ผลิตเฟอร์นิเจอร์เพื่อการส่งออกเป็นหลักถึงร้อยละ 80 มูลค่าการส่งออกในปี 2547 สูงถึง 5.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็นร้อยละ 6.05 ของมูลค่าการส่งออกรวมทั้งประเทศ อัตราการขยายตัวร้อยละ 28.51

3.1.2 ไทยผลิตเฟอร์นิเจอร์เพื่อการส่งออกเพียงร้อยละ 23 ปี 2547 มีมูลค่าส่งออก 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็นร้อยละ 1.2 ของมูลค่าการส่งออกรวม อัตราการขยายตัวร้อยละ 16.65

3.2 ข้อได้เปรียบของสินค้าโปแลนด์ สินค้าโปแลนด์ไม่ประสบปัญหาเรื่องกฎระเบียบการนำเข้าที่เข้มงวดของ EU เพราะเป็นประเทศสมาชิกฯ และผู้ผลิตเพื่อการส่งออกส่วนใหญ่เป็นบริษัทของยุโรปตะวันตกที่เข้ามาลงทุนและมีเครือข่ายการค้าอยู่แล้ว นอกจากนั้น ยังไม่ประสบปัญหาเรื่องการขาดแคลนวัตถุดิบไม้และราคาโลหะเหล็กที่สูงขึ้นมากเช่นไทยด้วย

3.3 ตลาดส่งออก

3.3.1 ความคล้ายคลึง เน้นตลาดสหรัฐฯ และยุโรปตะวันตกเหมือนกัน ได้แก่ (1) สหรัฐฯ (อันดับ 1 ของไทย /อันดับ 8 ของโปแลนด์) (2) สหราชอาณาจักร (อันดับ 3 ของทั้งไทยและโปแลนด์) (3) เยอรมนี (อันดับ 6 ของไทย / อันดับ 1 ของโปแลนด์) (4) เนเธอร์แลนด์ (อันดับ 8 ของไทย / อันดับ 4 ของโปแลนด์) และ (5) ฝรั่งเศส (อันดับ 12 ของไทย / อันดับ 2 ของโปแลนด์)

3.3.2 ตลาดที่ไทยมีความได้เปรียบอย่างเห็นได้ชัด ได้แก่ ญี่ปุ่น โดยในปี 2547 ไทยส่งออกเฟอร์นิเจอร์มูลค่า 318.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (อันดับที่ 2) ในขณะที่โปแลนด์ส่งออกไปญี่ปุ่นมูลค่า 5.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (อันดับที่ 40)

3.3.3 ตลาดที่ไทยควรเฝ้าระวัง ได้แก่ แคนาดา ซึ่งเป็นตลาดหลักอันดับที่ 4 ของไทย โดยในปี 2547 โปแลนด์ส่งออกเฟอร์นิเจอร์ไปมูลค่า 33.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (อันดับที่ 20) เพิ่มขึ้นร้อยละ 18.47 ในขณะที่ไทยส่งออกมูลค่า 46.53 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (อันดับที่ 4) แต่มีอัตราขยายตัวเพียงร้อยละ 7.03 และในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2548 อัตราการขยายตัวลดลงถึงร้อยละ -26.56 (เอกสารแนบ 1-2) (อนึ่ง ในกรณีของแคนาดาคาดว่าจีนเป็นตัวแปรสำคัญ)

4. ข้อสังเกตและข้อสนเทศเพิ่มเติม

4.1 ในกลุ่มสินค้าเฟอร์นิเจอร์ของประเทศภูมิภาคเอเชีย จีนและเวียดนามถือเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวของไทยในแง่ราคาสินค้าทั้งในตลาด EU และตลาดโปแลนด์ โดยในขณะที่โปแลนด์นำเข้าสินค้าเฟอร์นิเจอร์จากไทย (อันดับที่ 36) ในปี 2547 เพียง 1.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ลดลงร้อยละ 23.96 แต่นำเข้าจากจีน (อันดับที่ 3) เพิ่มขึ้นร้อยละ 42.38 และเวียดนาม (อันดับที่ 28) เพิ่มขึ้นร้อยละ 79.12 นอกจากนั้น อินโดนีเซีย ไต้หวันและมาเลเซียต่างเป็นคู่แข่งที่น่าจับตามองในแง่วัตถุดิบที่ใกล้เคียงกับไทยแต่ต่างกันที่คุณภาพ ความประณีตและการ design ที่สินค้าไทยเหนือกว่า

4.2 เมื่อพิจารณาแล้วจะเห็นว่าจุดแข็งของอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์โปแลนด์ล้วนเป็นปัจจัยในแง่การบริหารจัดการ แต่จุดอ่อนที่สำคัญคือการขาดการส่งเสริม creative value ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับสินค้าที่ขาย design อย่างเฟอร์นิเจอร์ และเป็นสิ่งที่โปแลนด์พึงปรับปรุงแก้ไข

4.3 แม้ว่าในขณะนี้ สินค้าเฟอร์นิเจอร์ของไทยจะยังไม่ได้รับความนิยมมากนักในโปแลนด์เนื่องด้วยปัจจัยด้านราคาและการขนส่ง แต่สินค้าประเภทของประดับบ้านทำจากไม้เนื้ออ่อนของไทย อาทิ ไม้มะม่วง กลับได้รับความสนใจอย่างมากจากผู้บริโภคชาวโปแลนด์ ล่าสุด ในงาน Asia Expo Poland ครั้งที่ 21 ระหว่างวันที่ 31 พ.ค.-2 มิ.ย.48 ที่ Warsaw International Expo Centre ซึ่งมีผู้ประกอบการไทยนำสินค้าของประดับบ้านจากไม้ ได้แก่ โคมไฟไม้มะม่วงมาร่วมงานและได้รับความสนใจเป็นอย่างมากโดยมีการสั่งจองและขายสินค้าได้หมดก่อนสิ้นสุดวันงานฯ

Print Friendly