โครงการศึกษาเชิงลึกเรื่องการบังคับใช้กรอบกฎหมายป่าไม้ ธรรมาภิบาล และการค้า (FLEGT) และกฎระเบียบสหภาพยุโรปว่าด้วยไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ (EU Timber Regulation) มี.ค. – ก.ค. 2555

วัตถุประสงค์ - เพื่อจัดทำรายงานศึกษาเชิงลึกเกี่ยวกับแผนปฏิบัติ FLEGT และกฎระเบียบ EU Timber Regulation ของสหภาพยุโรป จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ มี.ค. 2556 และจะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยและการส่งออกไม้/ผลิตภัณฑ์ไม้จากไทยมายังตลาดสหภาพยุโรป โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์ผลกระทบต่อประเทศไทย และ 2) นำเสนอข้อเสนอแนะเชิงกฎหมายและเชิงยุทธศาสตร์สำหรับภาครัฐและเอกชนไทยในการปฏิบัติ/ปรับตัวตามกฎระเบียบดังกล่าว

ผลผลิต - บริษัท FratiniVergano European Lawyers ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษากฎหมายที่มีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมของสหภาพยุโรปที่ สอท./คผท. ได้จัดจ้างให้ดำเนินการโครงการดังกล่าว ได้จัดทำรายงานการศึกษาเชิงลึกเรื่อง“ผลกระทบ FLEGT ต่อประเทศไทย” ซึ่งมีสาระสำคัญ ดังนี้

1) ได้วิเคราะห์ผลกระทบของแผนปฏิบัติ FLEGT และกฎระเบียบ EU Timber Regulation ของสหภาพยุโรปต่อประเทศไทย ว่าจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมไม้และเยื่อกระดาษของประเทศไทย ที่มีลักษณะเป็นอุตสาหกรรมแปรรูปไม้นำเข้าเพื่อการส่งออก เนื่องจากประเทศไทยจะต้องเจรจาเพื่อขอรับหลักประกันความถูกต้องตามกฎหมายของไม้วัตถุดิบกับประเทศนั้นๆ จึงสร้างความท้าทายให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทย และผู้ประกอบการไทยที่เป็นผู้ผลิตสินค้าไม้แปรรูป และส่งออกไปยังตลาดสหภาพยุโรป

2) ได้ให้นำเสนอข้อเสนอแนะเชิงกฎหมายและเชิงยุทธศาสตร์สำหรับภาครัฐและเอกชนไทยในการปฏิบัติ/ปรับตัวตามกฎระเบียบดังกล่าวไว้อย่างละเอียด โดยเน้นว่าประเทศไทยมี 2 ทางเลือกในการปฏิบัติตามกฎระเบียบดังกล่าว ได้แก่ การเจรจา VPA กับสหภาพยุโรปเพื่อให้ได้มาซึ่งใบอนุญาต FLEGT หรือการจัดตั้งระบบ Due Diligence ตาม EU Timber Regulation และ Implementing Regulation ทั้งนี้ ในทางปฏิบัติทั้ง 2 ทางเลือกมีความคล้ายคลึงกันมาก อาทิ คำนิยามเรื่องความถูกต้องตามกฎหมายของไม้ (definition of legality) ระบบการตรวจสอบความถูกต้องตามกฎหมายของไม้ (Legality Assurance System (LAS)) และการจัดตั้งระบบรับรองและตรวจสอบย้อนกลับ (traceability)

3) ให้ข้อเสนอแนะเชิงกฎหมายและยุทธศาสตร์แก่ภาครัฐและเอกชนไทยในการเตรียมตัวและท่าทีไทยสำหรับการเจรจาความเป็นหุ้นส่วนด้วยความสมัครใจ  (Voluntary Partnership Agreement – VPA) กับสหภาพยุโรป
โดยบริษัทที่ปรึกษาฯ ได้สรุปในรายงานว่า ยุทธศาสตร์ในระยะยาวสำหรับประเทศไทยควรมุ่งเจรจา VPA กับสหภาพยุโรปเพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของไม้และผลิตภัณฑ์ไม้จากไทย อย่างไรก็ดี เนื่องจากกฎระเบียบ EU Timber Regulation จะมีผลบังคับใช้วันที่ 3 มี.ค. 2556 ภาครัฐและภาคอุตสาหกรรมของไทยต้องมีการดำเนินมาตรการเร่งเด่วน/เฉพาะหน้าควบคู่ไปกับการเจรจา VPA เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการค้าด้วย เนื่องจากการเจรจา VPA และการจัดตั้งระบบต่างๆ เพื่อออกใบอนุญาต FLEGT อาจต้องใช้เวลาเจรจานานและไม่น่าแล้วเสร็จทันวันที่ 3 มี.ค. 2556

ยุทธศาสตร์สำหรับประเทศไทย ควรดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอนแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่

1) แนวทางภาคเอกชน-ภาคเอกชน (Private-to-Private) ได้แก่ ให้ภาคเอกชนจัดตั้งระบบการออกใบรับรองหรือหากเอกชนมีระบบอยู่แล้วก็ปรับปรุงระบบที่มีอยู่ให้สอดคล้องกับระบบ “due diligence” ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายและเร็วที่สุดในการปฏิบัติตามกฎระเบียบ EUTR  ภายในวันที่ 3 มี.ค. 2556

2) แนวทางภาคเอกชน-ภาครัฐ (Government-to-Private) หรือที่เรียกว่า “hybrid system” ได้แก่ ภาครัฐมีหน้าที่ในการกำหนดมาตรฐานที่สอดคล้องกับกฎระเบียบ EUTR เพื่อให้ภาคเอกชนปฏิบัติตาม รวมทั้ง การรับรองความถูกต้องตามกฎหมายของไม้ โดยให้ภาคเอกชนเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องระบบตรวจสอบย้อนกลับ โดยพิจารณาต่อยอดจากระบบที่จัดตั้งโดยภาคเอกชนตามนัยข้อ 1 ข้างต้น

3) แนวทางภาครัฐ-ภาครัฐ (Government-to-Government) ได้แก่ ใช้ระบบตามข้อ 1 และ 2 ข้างต้นเป็นพื้นฐานในการเจรจาจัดทำ VPA เพื่อให้ได้มาซึ่งใบอนุญาต FLEGT ต่อไป

ผลลัพธ์
1) ให้ข้อมูลเชิงลึกและเชิงยุทธศาสตร์แก่ภาครัฐ โดยเฉพาะกรมป่าไม้ และคณะกรรมการเจรจา VPAs ในการเตรียมข้อมูลและท่าทีของประเทศไทย เพื่อจัดทำกรอบการเจรจา VPA กับสหภาพยุโรป และเพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของการส่งออกไม้และผลิตภัณฑ์ไม้จากไทยไปยังตลาดสหภาพยุโรป
2) ให้ข้อมูลเชิงลึกแก่ภาคเอกชนไทย อาทิ สมาคมพ่อค้าไม้แห่งประเทศไทย สมาคมอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ไทย สมาคมธุรกิจไม้ยางพาราไทย ในการเตรียมตัวเพื่อปฏิบัติให้สอดคล้องตามกฎระเบียบ EU Timber Regulation ที่จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ มี.ค. 2556 ได้แก่ การจัดตั้งระบบ Due Diligence ตาม EU Timber Regulation และ Implementing Regulation
3) เป็นการแจ้งเตือนล่วงหน้า สร้างความตระหนัก ให้ข้อเสนอแนะแก่ภาครัฐและเอกชนไทย เพื่อหามาตรการทางออกและหลีกเลี่ยงการเกิดผลกระทบเชิงลบหรืออุปสรรคทางการค้าในการส่งออกไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ของไทยไปยังตลาดสหภาพยุโรป 
4) เป็นการช่วยรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของการส่งออกไม้และผลิตภัณฑ์ไม้จากไทยไปยังตลาดสหภาพยุโรป

Print Friendly