การเสวนา “Engaging Civil Society in Free Trade Negotiations: A conversation with ASEAN”

 

          เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2559 สถาบัน European Institute of Asian Studies (EIAS) และ ASEAN Parliamentarians for Human Rights (APHR) โดยมีนาง Mu Sochua สมาชิกรัฐสภากัมพูชา นาง Mercy Barends สมาชิกรัฐสภาอินโดนีเซีย และนาย Charles Santiago สมาชิกรัฐสภามาเลเซีย นาง Gaëlle Dusepulchre ผู้แทนถาวรประจำอียู International Federation of Human Rights (FIDH) และนาย Xavier Nuttin นักวิเคราะห์เอเชียอาวุโส สภายุโรป เป็นผู้ร่วมอภิปราย และมีนาย Eddy Laurijssen สมาชิกคณะกรรมการบริหาร EIAS เป็นผู้ดำเนินการเสวนา ซึ่งมีประเด็นสาระที่สำคัญ ดังนี้

          1. ประเด็น “blood sugar” และนโยบาย Everything But Arms (EBA) ของอียู นาง Sochua โยงประเด็นการแย่งยึดที่ดิน และการละเมิดสิทธิมนุษยชนอื่นๆ อาทิ การใช้แรงงานเด็กของอุตสาหกรรมน้ำตาล  ในกัมพูชา (ตามรายงานข่าวของ Al Jazeera English ที่ https://youtu.be/lNHdX_xD2r0) ว่า มีสาเหตุมาจากนโยบาย EBA ที่ให้สิทธิพิเศษทางการค้าที่ยกเว้นภาษีนำเข้าน้ำตาลแก่กัมพูชา และทำให้อุตสาหกรรมน้ำตาลของกัมพูชาเติบโตจากการส่งออกไปยังอียู ซึ่งถึงแม้ว่าอียูจะได้เริ่มตรวจสอบประเด็นดังกล่าวแล้ว แต่อียูควรยกระดับแรงกดดันรัฐบาลกัมพูชาให้แก้ไขปัญหาการละเมิดและควรที่จะหาทางช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากการถูกฉกฉวยที่ดิน (land grab) ในด้านอื่นๆ นอกเหนือจากการคืนที่ดินให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบด้วย    

          2. ความสัมพันธ์อียู-อินโดนีเซีย นาง Berends ความสัมพันธ์อียู-อินโดนีเซียในกรอบของ Partnership and Cooperation Agreement (PCA) อยู่ภายใต้ขอบเขตของการเมืองมากกว่า แต่การยกระดับความสัมพันธ์การเริ่มการเจรจา Comprehensive Economic Partnership Agreement (CEPA) กับอียู สร้างความกังวลว่า ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา อินโดนีเซียมีประสบการณ์จากความสัมพันธ์ทางการค้ากับต่างประเทศทั้งด้านบวกและลบ และการที่อินโดนีเซียเป็นสมาชิก WTO ที่ไม่ได้เป็นภาคีการเจรจาความตกลง Trade in Services Agreement (TiSA) และ Environmental Goods Agreement (EGA) แต่การบรรลุความตกลง CEPA กับอียู จะทำให้อินโดนีเซียต้องยอมรับเงื่อนไขการเปิดเสรีตามความตกลง TiSA และ EGA ไปด้วย ซึ่งเป็นสาเหตุให้อินโดนีเซียเสียเปรียบคู่ค้าอย่างอียูที่เป็นภาคีร่วมอยู่ในการเจรจาความตกลงทั้งสองอยู่แล้ว

          3. มุมมองต่อการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (1) นาง Berends กระแสต่อต้านการค้าเสรีมีเหตุมาจากการที่ภาคประชาสังคมยังไม่มีบทบาทอย่างเป็นทางการในกระบวนการเจรจาการค้าเสรี เช่นเดียวกับการประเมินผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชน (Human Rights Impact Assessment – HRIA) ที่ยังไม่ใช่ส่วนหนึ่งของกระบวนการเจรจาอย่างเป็นทางการ นอกจากนี้ นาง Berends ยังไม่เห็นด้วยกับนโยบายที่ให้ความคุ้มครองนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งส่งผลกระทบต่ออินโดนีเซียเป็นอย่างมาก โดยยกตัวอย่างกรณีที่รัฐบาลอินโดนีเซียต้องประกาศยกเลิก BITs (Bilateral Investment Treaties) กับเนเธอร์แลนด์ และกับอีก 67 ประเทศในอนาคตหลังจากที่อินโดนีเซียถูกตัดสินว่า ละเมิดพันธะสัญญาตาม BIT ต่อนักลงทุนต่างชาติที่ดำเนินกิจการเหมืองแร่ เพราะรัฐบาลอินโดนีเซียยกเลิกสัมปทานเหมืองแร่แก่บริษัทต่างชาติ และต้องชดใช้ค่าเสียหายกว่าหนึ่งพันล้านเหรียญสหรัฐฯ

(2) นาย Santiago มุมมองของประชาชนทั่วโลก แม้แต่ชาวอเมริกัน ที่มีต่อการค้าเสรีได้เปลี่ยนแปลงไปจากอดีต โดยประชาชนเหล่านี้เห็นว่า การค้าเสรีไม่ได้ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต และเห็นว่า ไม่มีประโยชน์ที่รัฐบาลต่างๆ จะเจรจาความตกลงการค้าเสรีอย่างไม่มีความโปร่งใส เพราะปัจจุบันมี whistleblower อาทิ Wikileaks ที่คอยทำหน้าที่เปิดโปงเนื้อหาของการเจรจาที่ส่งผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชนและอำนาจอธิปไตย ซึ่งในกรณีของ Trans Pacific Partnership (TPP) ที่มาเลเซีย เวียดนาม สิงค์โปร์ และบรูไนได้สรุปการเจรจากับสหรัฐฯ ความตกลงดังกล่าวเปิดโอกาสให้อียูเรียกร้องขยายความคุ้มครองด้านสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา โดยเฉพาะความคุ้มครองสิทธิบัตรยาและ Investor-State Dispute Settlement (ISDS) ซึ่งนาย Santiago มองว่า การขยายความคุ้มครองสิทธิบัตรของผลิตภัณฑ์ยาเป็นสาเหตุให้หลายประเทศที่มีศักยภาพในการผลิตไม่สามารถผลิตยาสามัญ (Generic Drugs) ที่มีราคาถูกกว่ายาต้นแบบ (Original Drugs) ได้ ขณะที่กลไก ISDS เอื้อบริษัทต่างชาติมากเกินไป เพราะบริษัทต่างชาติสามารถฟ้องร้องรัฐเจ้าภาพได้ในชั้นอนุญาโตตุลาการโดยตรง เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายจากนโยบายสาธารณะของรัฐได้ ดังนั้น จึงไม่มีเหตุผลที่มาเลเซียควรที่จะยอมรับข้อเรียกร้องดังกล่าว       

          4. บทบาทของภาคประชาสังคมในการเจรจา FTA (1) นาง Dusepulchre ถึงแม้ว่าคณะกรรมาธิการยุโรปด้านการค้าจะใช้ประเด็นสิทธิมนุษยชนเป็นส่วนหนึ่งของการพิจารณาใช้มาตรการทางการค้า แต่อียูยังไม่มีกลไกอย่างเป็นทางการ เพื่อรับคำร้องเรียนการละเมิดสิทธิมนุษยชนจากผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง นอกจากนี้ ภาคประชาสังคมของอียูยังล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการกดดันให้คณะกรรมาธิการยุโรปจัดทำ HRIA สำหรับการเจรจาความตกลงการค้าเสรีกับเวียดนามก่อนการสรุปการเจรจา ซึ่งคณะกรรมาธิการยุโรปก็ไม่รับฟังความเห็นของผู้ตรวจการของอียูเช่นเดียวกับการจัดทำ HRIA สำหรับความตกลง EU-Myanmar Investment Protection Agreement (IPA) ที่คณะกรรมาธิการยุโรปว่าจ้าง “ที่ปรึกษาอิสระ” จัดทำ HRIA แต่กลับมีผลที่น่าผิดหวัง เพราะรายงานดังกล่าวไม่มีการติดตามหรือส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด ซึ่งทำให้เห็นว่า บทบาทของภาคประชาสังคมนั้นมีน้ำหนักไม่มากเท่ากับภาคเอกชนที่ได้รับการคุ้มครองจากบท ISDS ในการเจรจาความตกลงการค้าเสรีต่างๆ ของอียู ทั้งนี้ นาง Dusepulchre ย้ำถึงข้อเรียกร้องขององค์กร FIDH ต่ออียูในการรักษาสิทธิมนุษยชนในการจัดทำความตกลงการค้าเสรี ประกอบด้วย 1. การจัดทำ HRIA ก่อนการเจรจา 2. การผนวกข้อบทเกี่ยวกับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนในการจัดทำความตกลงการค้าเสรี 3. กลไกการติดตามและฟ้องร้อง (monitoring and complaint mechanism) สำหรับภาคประชาสังคมในกรณีที่ถูกละเมิด และ 4. การยกเลิกกลไก ISDS หรือปรับปรุงให้สอดคล้องกับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ

(2) นาย Nuttin ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศที่ได้รับสิทธิพิเศษทางด้านภาษีและโควตา (Duty Free/Quota Free – DFQF) ภายใต้นโยบาย EBA เช่น กัมพูชา เกิดจากการที่ไม่ได้จัดทำ HRIA และกำหนดเงื่อนไขด้านสิทธิมนุษยชนในการรับสิทธิพิเศษดังกล่าว (“Conditionality”) ซึ่งต่างจากสิทธิ GSP+ ที่มีการประเมินการปฏิบัติตามเงื่อนไขของ GSP+ ทุกปี ปีละ 2 ครั้ง นอกจากนี้ นาย Nuttin กล่าวว่า ใน 3 เสาของอาเซียน ด้านเศรษฐกิจ การเมืองและความมั่นคง และด้านสังคมและวัฒนธรรม เสาด้านสังคมของอาเซียนมีความอ่อนแอมากที่สุด โดยอาเซียนจะต้องเน้นการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมมากขึ้นผ่านกลไกที่มีอยู่ อาทิ องค์กร ASEAN Inter-Parliamentary Assembly (AIPA) ที่จะต้องทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมระหว่างผู้แทนในรัฐสภากับภาคประชาสังคม เพื่อสร้างความกดดันให้กับหน่วยงานระดับประเทศในการแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน และองค์กร ASEAN Intergovernmental Commission on Human Rights (AICHR) ที่เป็นกลไกระดับภูมิภาคอย่างเป็นทางการ แต่ยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอต่อการแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในอาเซียน ดังนั้น จึงทำให้ภาคประชาสังคมมีความสำคัญอย่างมากในการหยิบยกประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน…

          5. ช่วงถาม-ตอบ (1) อียูควรคำนึงถึงความเสี่ยงจากการสูญเสียทั้งอิทธิพลทางด้านการเมือง ความมั่นคง และด้านเศรษฐกิจให้แก่คู่แข่ง อาทิ จีน หรือ สหรัฐฯ หรือไม่ หากอียูจะบังคับใช้เงื่อนไขทางการค้าอย่างเคร่งครัด (2) การเปลี่ยนแปลงทางสังคมควรจะมาจากปัจจัยในประเทศหรือไม่ เพราะการกดดันประเทศไทยและฟิลิบปินส์ที่ผ่านมาไม่สามารถชี้ได้ว่านโยบายของอียูมีประสิทธิภาพ    

          – นาย Santiago อียูต้องคำนึงถึงหลักการสิทธิมนุษยชน และทุกคนควรยอมรับว่าประเทศไทยมีรัฐบาลที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย (“illegal government”) ซึ่งควรจะถูกแทรกแซง และการดำเนินนโยบายของอียูไม่ควรที่จะมีเหตุผลทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว ทั้งนี้ ตนไม่เห็นด้วยกับการเจรจา IPA ระหว่างอียูกับเมียนมา เนื่องจากการดำเนินนโยบายดังกล่าวจะไม่ช่วยสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในเมียนมาดีขึ้น แต่จะทำให้ทรัพยากรของเมียนมาที่ควรจะเป็นของประชาชนในประเทศ ตกไปอยู่ในการควบคุมของต่างชาติเท่านั้น

         - นาย Nuttin อียูมีความรับผิดชอบต่อประชาชนที่ต้องใช้การค้าเป็นเครื่องมือช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนอียูทั้งหมด แต่อียูไม่เห็นประโยชน์จะมีบทบาทในด้านการเมืองและความมั่นคงระหว่างประเทศ ซึ่งอียูจะให้ความสำคัญต่อการเคารพและปฏิบัติตามหลักแห่งกฎหมายเท่านั้น และในกรณีการเจรจา IPA ของอียูกับเมียนมา อียูมีความจำเป็นที่จะต้องสร้างบรรยากาศการลงทุนที่มีความแน่นอนเพียงพอสำหรับธุรกิจของอียู ซึ่งตนไม่เห็นด้วยที่จะกล่าวหาว่านโยบายของอียูจะทำให้ทรัพยากรของเมียนมาตกไปอยู่ในการควบคุมของต่างชาติ เพราะปัจจุบันทรัพยากรจำนวนมากของพม่าก็อยู่ภายใต้อิทธิพลของคู่แข่งอียู อาทิ จีน อยู่แล้ว    

เรียบเรียงโดยทีมงาน Thaieurope.net

Print Friendly