รายงานการเสวนา “Brexit and the European Leadership”

 

          เมื่อวันที่ 12-13 ตุลาคม 2559 Friends of Europe (FoE) ร่วมกับ Slovak Presidency of the Council of the European Union และ McKinsey and Company จัดการประชุม The State of Europe 2016 – Disruption, Disorder and Division: Crunch Time for Europe ซึ่งมีการประชุมเสวนาหัวข้อ “Brexit and the European Leadership” เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2559 โดยมีผู้ร่วมการเสวนา และสรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้

          นาย Jaap de Hoop Scheffer, President of the Dutch Advisory Council on International Affairs อดีตเลขาธิการ NATO และ Trustee ของ FoE การที่สหราชอาณาจักรจะออกจากอียูอย่างไรยังเป็นคำถามสำหรับอียู ซึ่งถึงแม้ว่าตนอยากให้สหราชอาณาจักรออกจากอียูในรูปแบบที่ความสัมพันธ์มีผลกระทบน้อยที่สุด (“softest possible Brexit”) แต่อียูต้องแสดงให้สหราชอาณาจักรเข้าใจว่า สหราชอาณาจักรไม่สามารถที่จะได้ผลประโยชน์เท่ากับที่ได้ในปัจจุบัน ในขณะที่ไม่ยินยอมเป็นส่วนหนึ่งของอียูและมีความรับผิดชอบในฐานะประเทศสมาชิกอียู  

                             – ความไม่เหมาะสมของการใช้ประชามติ ประสบการณ์ของเนเธอร์แลนด์และสหราชอาณาจักรในการใช้ประชามติชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของระบอบประชาธิปไตยแบบมีผู้แทน-ในการกำหนดนโยบายที่มีความซับซ้อน โดยในกรณีของเนเธอร์แลนด์ นายกรัฐมนตรีของเนเธอร์แลนด์ไม่สามารถจะทำตามผลการลงประชามติในประเด็นความตกลง Association Agreement ระหว่างอียูกับยูเครน เนื่องจากหน้าที่ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลประเทศสมาชิกอียูที่ให้ความเห็นชอบความตกลงด้วยแล้ว ขัดกันหน้าที่ของหัวหน้ารัฐบาลประเทศที่ต้องตอบสนองต่อผลการลงประชามติ   

          นาย Guillaume Liegey, สมาชิก European Young Leader และผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Muller Pons อียูไม่สามารถใช้อิทธิพลของ social media เพียงอย่างเดียวในการทำความเข้าใจกับประชาชนถึงความสำคัญของอียู เนื่องจากการทำความเข้าใจกับประชาชนต้องเป็นการสื่อสารกับประชาชน เหมือนการหาเสียงของนาย Emmanuel Macron อดีตรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจ อุตสาหกรรมและกิจการดิจิตัลของฝรั่งเศส ที่เป็นผู้นำกลุ่มการเมือง En Marche โดยริเริ่มการสื่อสารกับประชาชนด้วยการรับฟัง หรือ อีกตัวอย่างหนึ่ง คือ การรณรงค์ให้ชาวอเมริกันลงทะเบียนเพื่อใช้สิทธิตาม Affordable Care Act (“Obamacare”) ที่รับฟังปัญหาและชี้แจงถึงประโยชน์ของกฎหมายดังกล่าว ซึ่งอียูควรนำวิธีการรับฟังและตอบสนองดังกล่าวมาใช้ แทนการบอกประชาชนว่า อียูมีประโยชน์และความสำคัญฝ่ายเดียว

          นาย Douglas Carswell สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สหราชอาณาจักร พรรค UKIP พรรคต้องการที่จะสร้างมติทางการเมืองในประเด็น Brexit แต่มีคนหลายกลุ่มที่ไม่เคารพการตัดสินใจของประชาชนส่วนใหญ่ โดยตนเห็นว่า สหราชอาณาจักรจะออกจากการเป็นสมาชิกตลาดร่วม แต่จะยังคงรักษาการเข้าถึงตลาดได้ ถึงแม้ว่าสหราชอาณาจักรจะไม่ยอมให้สิทธิในการโยกย้ายถิ่นฐานแก่พลเมืองประเทศสมาชิกอียูอีกต่อไป เพราะสหราชอาณาจักรน่าจะสามารถเจรจาตกลงให้สิทธิในการเคลื่อนย้ายแรงงานกับอียูแทนได้

         ในขณะเดียวกัน นาย Carswell ก็ได้กล่าวถึง อัตลักษณ์ทางการเมืองของผู้สนับสนุน Brexit ว่า ผลการลงประชามติ Brexit กับความสำเร็จในการเป็นตัวแทนพรรค Republican ของนาย Donald Trump มีความแตกต่างกัน โดยผู้สนับสนุน Brexit เป็นกลุ่มคนที่ไม่ได้มีความโกรธแค้นต่อกระแสโลกาภิวัฒน์หรือเป็นเพียงฐานเสียงที่ไม่มีความหลากหลาย แต่เป็นกลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วยกับการพยายามใช้นโยบายระดับสหภาพเพื่อที่จะบังคับใช้และมีผลต่อการใช้ชีวิตของประชาชน

          นาง Fiona Hyslop, Scottish Cabinet Secretary for External Affairs สกอตแลนด์ไม่ได้ลงมติที่จะออกจากอียู และการถูกบังคับให้ออกจากอียูพร้อมกับสหราชอาณาจักรไม่เป็นที่ยอมรับได้ในระบบประชาธิปไตย รัฐบาลสกอตแลนด์จึงจำเป็นที่จะต้องรักษาผลประโยชน์ของสกอตแลนด์และจะพยายามโน้มน้าวให้รัฐบาลสหราชอาณาจักรตัดสินใจเลือกการออกจากอียูในรูปแบบที่เลวร้ายน้อยที่สุด (“least worst option”) และภายในสัปดาห์นี้ รัฐบาลสกอตแลนด์จะเผยแพร่ร่างกฎหมายสำหรับการจัดประชามติประกาศเอกราชของสกอตแลนด์เป็นครั้งที่ 2 หลังจากครั้งแรกเมื่อปี 2557 

                             – การรณรงค์ของฝ่าย Leave ฝ่าย Leave โกหกในการหาเสียง ที่เสนอนโยบายและความคาดหวังของฝ่าย Leave ที่เป็นไปไม่ได้ อาทิ การอ้างว่า สหราชอาณาจักรจะจัดสรรงบประมาณที่ปัจจุบันใช้เป็นงบประมาณอุดหนุนอียูจำนวน 350 ล้านปอนด์ต่อสัปดาห์สำหรับระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า (National Health Service – NHS) แทน หากสหราชราชอาณาจักรออกจากอียู ซึ่งไม่ใช่ข้อเท็จจริง

          ช่วงถาม-ตอบ ผู้เข้าร่วมรับฟังการเสวนาได้แสดงทัศนะต่อการนำเสนอของนาย Carswell หลายรายว่า (1) การไม่ให้รัฐสภาของสหราชอาณาจักรมีบทบาทในการตัดสินใจขอใช้มาตรา 50 ของสนธิสัญญาแห่งสหภาพยุโรป (สนธิสัญญาลิสบอน) เป็นท่าทีทางการเมืองและกฎหมายที่ไม่ยั่งยืน (2) สหราชอาณาจักรให้ความเห็นชอบต่อกฎหมายของสหภาพยุโรปเป็นส่วนใหญ่ แต่ปัจจุบันสหราชอาณาจักรกำลังออกจากอียูในขณะที่จะยังขอใช้สิทธิประโยชน์ที่มีอยู่ (3) นักการเมืองหลายรายขาดความรู้ความเข้าใจว่า อียูมีกฎหมายรองรับการดำเนินการของประเทศสมาชิกในการจัดการการโยกย้ายถิ่นฐานของประชาชนอียูอยู่แล้ว โดยประเทศสมาชิกผู้รับสามารถไม่ให้สิทธิในการพำนัก หากผู้โยกย้ายถิ่นฐานที่มีสัญชาติประเทศสมาชิกอียูกลายเป็นภาระที่ไม่จำเป็นต่อประเทศสมาชิกผู้รับ (4) คำถามต่อการที่ที่ปรึกษาของนาย David Davis รัฐมนตรีด้านการออกจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักร ประเมินว่า สหราชอาณาจักรอาจจะต้องใช้งบประมาณปีละ 2.5 หมื่นล้านปอนด์ต่อปี ในการรับมือผลกระทบที่เกิดขึ้น หากสหราชอาณาจักรต้องออกจาก Customs Union ของอียู

                             – นาย Carswell ตอบเพียงบางประเด็น โดยกล่าวว่า เห็นด้วยว่า นักการเมืองควรที่จะมีความเข้าใจต่อกฎหมายเกี่ยวกับการโยกย้ายถิ่นฐานของอียู แต่ผลการลงประชามติแสดงถึงเจตนารมณ์ของประชาชนที่จะให้สหราชอาณาจักรควบคุมการโยกย้ายถิ่นฐานเอง และถึงแม้ว่า สหราชอาณาจักรต้องใช้งบประมาณ 2.5 หมื่นล้านปอนด์ต่อปี หากสหราชอาณาจักรต้องอยู่นอก Customs Union ของอียู ตนเชื่อว่า การที่สหราชอาณาจักรออกจากอียูจะทำให้สหราชอาณาจักรมีความมั่งคั่งมากขึ้นจากการทำความตกลงการค้าเสรีกับนานาประเทศด้โดยอิสระ แต่นาย Carswell ไม่ได้อธิบายเพิ่มเติมในรายละเอียดว่าจะทำอย่างไร   

                             – การแสดงทัศนะของผู้เข้ารับฟังในประเด็นอื่นๆ (1) การเข้าพบและทำความเข้าใจกับประชาชนของอียูจะไม่เพียงพอ หากสิทธิทางการเมืองของประชาชนอียูยังไม่เท่าเทียมกัน โดยประชาชนอียูทุกคนควรมีสิทธิเท่าเทียมกัน ทั้งในประเทศสมาชิกถิ่นกำเนิดและประเทศสมาชิกที่เป็นประเทศผู้รับประชาชนสัญชาติประเทศอียูที่โยกย้ายถิ่นฐานไปอยู่ (2) ไอร์แลนด์มีประชากรที่ข้ามชายแดนไปทำงานในไอร์แลนด์เหนือทุกวัน วันละ 30,000 คน ซึ่งไม่เป็นธรรมสำหรับไอร์แลนด์ หากสหราชอาณาจักรจะใช้การตรวจลงตราคนเข้าเมืองที่ชายแดน และซึ่งจะส่งผลให้ไอร์แลนด์กลายเป็นประเทศคัดกรองผู้โยกย้ายถิ่นฐานให้สหราชอาณาจักร

เรียบเรียงโดยทีมงาน Thaieurope.net

 

Print Friendly