ทิศทางสหภาพยุโรป กับการดำรงตำแหน่งประธานคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรปของเอสโตเนีย

(รูปภาพจากกต. เอสโตเนีย)

 

เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2560 สถาบัน European Policy Centre (EPC) ได้จัดงานเสวนาหัวข้อ วาระการเป็นประธานคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรปของเอสโตเนีย โดยมีนาย Matti Maasikas รองนายกรัฐมนตรีด้านการต่างประเทศของเอสโตเนีย บรรยายเกี่ยวกับทิศทางนโยบายของ EU ในช่วงการดำรงตำแหน่งของเอสโตเนีย ระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม 2560 – 31 ธันวาคม 2560 เป็นระยะเวลา 6 เดือน ต่อจากมอลตาซึ่งเพิ่งสิ้นสุดไปเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2560

การดำรงตำแหน่งประธานคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรปของเอสโตเนียในครั้งนี้ เป็นการเข้ารับหน้าที่แทนสหราชอาณาจักรที่กำลังอยู่ในช่วงการเจรจาออกจาก EU และถือเป็นครั้งแรกของเอสโตเนียในการเข้าดำรงตำแหน่งนี้ โดยนาย Maasikas ย้ำความสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิตัล (Digital Economy) และนโยบายความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านด้านตะวันออก (Eastern Partnership) ที่จะเป็นแนวทางหลักในการผลักดันนโยบายสำคัญทั้ง 4 ด้าน ได้แก่

1. การพัฒนาเศรษฐกิจแบบเปิดและการพัฒนาเชิงนวัตกรรม โดยมีประเด็นสำคัญ คือ การขยายการสนับสนุนกองทุนยุโรปเพื่อการลงทุนแบบยุทธศาสตร์ (European Fund for Strategic Investments – EFSI) จนถึงปี 2563 เพื่อสนับสนุนโครงการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยเฉพาะการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการใช้พลังงานหมุนเวียนและการเพิ่มประสิทธิภาพในการประหยัดพลังงาน ที่เป็นปัจจัยสำคัญในการบรรลุเป้าหมายความตกลงปารีส (Paris Agreement) ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตลอดจนการลงมติในร่างข้อบังคับ Waste Framework Directive ที่กำหนดเป้าหมายการลดปริมาณขยะมูลฝอยภายใน EU

2. การพัฒนาความปลอดภัยและความมั่นคง โดยยังเน้นการแก้ไขปัญหาผู้โยกย้ายถิ่นฐาน การเสริมสร้างความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านด้านตะวันออก การแก้ไขปัญหาการก่อการร้ายโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการบันทึกและตรวจสอบเป็นสำคัญ ตลอดจนการพัฒนาความร่วมมือระหว่าง EU และ NATO เป็นต้น

3. การพัฒนาด้านดิจิทัลและการเคลื่อนย้ายข้อมูลโดยเสรี ซึ่งเอสโตเนียเน้นความสำคัญของการสร้างตลาดร่วมดิจิตัลเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการส่งเสริมธุรกิจ E-commerce และธุรกิจในกลุ่มเทคโนโลยีด้านการเงินหรือ FinTech ตลอดจนการออกมาตรการที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ (Cyber Security) เช่น ร่างกฎระเบียบ e-Privacy Regulation และมาตรฐานความปลอดภัยทางไซเบอร์สำหรับเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น สินค้าด้าน IT หุ่นยนต์ และสินค้าที่ใช้เทคโนโลยี IoT (Internet of Things) เป็นต้น

4. การพัฒนา EU อย่างครอบคลุมและยั่งยืน โดยเน้นการสร้างโอกาสที่เท่าเทียมกันในด้านการศึกษาที่มีคุณภาพ การจ้างงานที่มีประสิทธิภาพ และการพัฒนาทักษะวิชาชีพในด้านต่างๆ โดยเฉพาะการสร้างแรงงานทักษะด้านดิจิตัล ตลอดจนความปลอดภัยด้านสุขภาพ โดยเฉพาะการออกกฎระเบียบเกี่ยวกับการติดฉลากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เนื่องจากบางประเทศสมาชิกยังไม่มีกฎระเบียบบังคับให้ติดฉลากบนบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์

เอสโตเนียเป็นประเทศในกลุ่มบอลติก (Baltic Countries) ที่มีประชากรประมาณ 1.3 ล้านคนเท่านั้น แต่มีความก้าวหน้าในการประยุกต์ใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศในการบริการจัดการประเทศ รวมทั้งยังมีอัตราการเติบโตของธุรกิจ E-commerce ในระดับสูงและการใช้เทคโนโลยี Blockchain อย่างแพร่หลายในหลายภาคส่วน เช่น โครงสร้างพื้นฐานสำหรับสกุลเงิน Bitcoin ในภาคการเงินการธนาคาร และการเก็บประวัติผู้ป่วยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการด้านสาธารณสุข เป็นต้น

ทั้งนี้ การดำรงตำแหน่งประธานคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรปของเอสโตเนียยังคงเน้นการพัฒนาสภาพแวดล้อมที่อำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ และเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันให้กับธุรกิจใน EU เป็นหลัก โดยเฉพาะมาตรการส่งเสริมการพัฒนาตลาดร่วมดิจิตัล (Digital Single Market) ซึ่งผู้ประกอบการไทยยังต้องติดตามความคืบหน้าการออกมาตรการที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง โดยสามารถติดตามได้ที่ www.thaieurope.net

ipad-tablet-technology-touch

 

เรียบเรียงโดยทีมงาน Thaieurope.net

คณะผู้แทนไทยประจำสหภาพยุโรป

Photo licensed under Creative Commons Zero (CC0) license

Print Friendly