EU ไม่ต่ออายุการอนุญาตให้ใช้ linuron สารออกฤทธิ์ (Active Substance) ในผลิตภัณฑ์อารักขาพืช

               เมื่อวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐ คณะกรรมาธิการยุโรปได้ออกประกาศ Commission Implementing Regulation (EU) 2017/244 of 10 February 2017 concerning the non-renewal of approval of the active substance linuron, in accordance with Regulation (EC) No 1107/2009 of the European Parliament and of the Council concerning the placing of plant protection products on the market, and amending the Annex to Commission Implementing Regulation (EU) No 540/2011 ใน EU Official Journal L 36/54 ว่าด้วยการไม่ต่ออายุการอนุญาตให้ใช้ linuron เป็นสารออกฤทธิ์ (Active Substance) ในผลิตภัณฑ์อารักขาพืช (Plant Protection Products : PPPs) ในสหภาพยุโรป สรุปสาระสำคัญ ดังนี้

                 ๑. จากการประเมินผลของ EFSA พบว่า linuron มีความเสี่ยงต่อเด็กที่อาศัยอยู่ในบริเวณ ที่มีการใช้สาร  รวมถึงคนงานที่ใช้สารโดยวิธีพ่นจากเครื่องฉีดชนิดถือเคลื่อนที่ ถึงแม้ว่าคนงานจะใส่ชุดคลุม ป้องกันแล้วก็ตาม ค่าความเสี่ยงก็ยังมีปริมาณสูงกว่าค่าอ้างอิงพิษวิทยา (toxicological reference values) ที่กำหนดไว้  รวมถึงมีผลเสี่ยงต่อนกและสัตว์ป่าที่เลี้ยงลูกด้วยนม กลุ่มสัตว์ขาปล้องที่ไม่ใช่เป้าหมาย และ จุลินทรีย์ที่ไม่ใช่เป้าหมายในดินด้วย  ตลอดจน EU ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอในการประเมินความเสี่ยงที่มีต่อผู้ บริโภค และสิ่งแวดล้อม เช่น น้ำบาดาล รวมถึงสาร linuron ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มสารที่เป็นพิษต่อการสืบพันธุ์ (reproduction) ประเภท ๑B และเป็นสารก่อมะเร็ง ประเภท ๒ ตาม Regulation (EC) No 1272/2008 และเป็นสารมีพิษที่ส่งผลกระทบต่ออวัยวะต่อมไร้ท่อและอวัยวะอื่นๆ ตาม Regulation (EC) No 1107/ 2009

                 ๒. ดังนั้น  EU จึงเห็นควรไม่อนุญาตต่ออายุการใช้งานให้กับ linuron เพื่อใช้เป็นสารออกฤทธิ์ (Active Substance) ในผลิตภัณฑ์อารักขาพืช (Plant Protection Products : PPPs) อีกต่อไป

                 ๓. กฎระเบียบดังกล่าว จะมีผลตามกฎหมาย ๒๐ วันหลังจากประกาศใน EU Official Journal   (ประกาศในวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐)

                 ๔. อย่างไรก็ดี EU อนุโลมให้ประเทศสมาชิกถอนการอนุญาตผลิตภัณฑ์อารักขาพืชที่มีส่วนผสม ของสาร linuron ภายในวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๖๐ เป็นอย่างช้า และอนุโลมให้มีช่วงระยะเวลาเปลี่ยน ผ่านได้แต่ต้องมีระยะเวลาสั้นที่สุดและต้องไม่เกินกว่าวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๖๑

                 ๕. สำหรับรายละเอียดของกฎระเบียบดังกล่าว สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากเวปไซต์ดังนี้

http://eur-lex.europa.eu/legal-content/EN/TXT/PDF/?uri=CELEX:32017R0244&from=EN

                                                    โดย สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป

Print Friendly