EU ปรับปรุงกฎระเบียบด้านการปกป้องการทุ่มตลาด (anti-dumping)

 

เมื่อวันที่ 12 ต.ค. 2560 คณะกรรมาธิการด้านการค้าระหว่างประเทศของสภายุโรป (Committee on International Trade: INTA) ได้ลงมติรับรองร่างข้อตกลงร่วมระหว่างสภายุโรปกับคณะมนตรียุโรปเรื่องการปรับปรุงกฎระเบียบด้านการปกป้องการทุ่มตลาดและการอุดหนุนภาครัฐจากประเทศนอกอียู โดยมีสาระสำคัญที่ควรติดตามต่อไป ดังนี้

1. การคำนวณราคา “ปกติ”จากราคาในตลาดโลก ตามปกติ การคำนวณราคา “ปกติ” ของสินค้าเพื่อประเมินว่า มีการขายสินค้าต่ำกว่าราคาตลาด หรือการ “ทุ่มตลาด” จริงหรือไม่ และหากจริงจะกำหนดมาตรการตอบโต้ (เช่น การกำหนดอัตราภาษีนำเข้าสูงขึ้น) รุนแรงมากน้อยเพียงใดนั้น  ในกรณีของผู้ส่งออกในประเทศที่เป็นสมาชิก WTO จะใช้การคำนวณจากราคาตลาดในประเทศผู้ส่งออก แต่ร่างข้อตกลงฯ ระบุว่า ราคาตลาดในประเทศผู้ส่งออกบางประเทศอาจมีการบิดเบือนไปจากราคาตลาดในกรณีปกติ เช่น อาจเป็นราคาที่ได้จากการแทรกแซงของรัฐ เป็นต้น ทำให้ไม่สามารถใช้ราคาในประเทศดังกล่าวมาเป็นราคาเป็นพื้นฐานในการคำนวณได้ โดยในกรณีนี้ให้คำนวณราคา “ปกติ” จากราคาในตลาดโลก หรือราคาในประเทศอื่นที่มีระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจใกล้เคียงกับประเทศผู้ส่งออก

2. การปฏิบัติตามมาตรฐานแรงงานและมาตรฐานสิ่งแวดล้อม ร่างข้อตกลงฯ ยังระบุด้วยว่า นอกจากราคาที่สืบจากท้องตลาดแล้ว อียูยังต้องพิจารณาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามมาตรฐานระหว่างประเทศต่างๆ ได้แก่ มาตรฐานแรงงาน (กำหนดโดยอนุสัญญาองคการแรงงานระหวางประเทศหรือ ILO ฉบับหลักทั้ง 8 ฉบับ) และ ความตกลงระหว่างประเทศที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม เนื่องจากการไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานต่างๆ เหล่านี้อาจทำให้ราคาหรือต้นทุนสินค้าของผู้ส่งออกในบางประเทศต่ำกว่าของผู้ผลิตในอียูได้

โดยการที่อียูนำมาตรฐานแรงงานและมาตรฐานสิ่งแวดล้อมเหล่านี้มาพิจารณาประกอบ นับเป็นครั้งแรกในโลกที่มีการระบุปัจจัยด้านสังคมในการกำหนดมาตรการป้องกันการทุ่มตลาด ซึ่งเป็นแนวโน้มใหม่ของอียูในการส่งเสริมนโยบายปกป้องตลาด (Protectionism) เพราะธุรกิจในอียูจะได้เปรียบคู่แข่งจากนอกภูมิภาคจากร่างข้อตกลงดังกล่าว โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมโลหะที่มีกระแสต่อต้านการทุ่มตลาดของสินค้าโลหะและอลูมิเนียมจากประเทศจีน ซึ่งนาย Gerd Götz ผู้อำนวยการสมาคมผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอลูมิเนียมในยุโรป กล่าวว่า การปรับปรุงกฎระเบียบด้านการปกป้องการทุ่มตลาดนี้ จะเป็น “ปัจจัยที่ทำให้เกมพลิกไปอย่างสิ้นเชิง” และทำให้มาตรการปกป้องทางการค้าของอียูแข็งแรงขึ้น

ด้านนาง Christine Lagarde กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือ IMF กล่าวถึงนโยบาย Protectionism ไว้ว่า นโยบายที่กีดกันการค้าถือเป็นรูปแบบการดำเนินการทางเศรษฐกิจที่ผิดพลาด และจะก่อให้เกิดผลลัพธ์เชิงลบ รวมถึงการจำกัดการเติบโตทางเศรษฐกิจ เช่น ในกรณีที่ประเทศสมาชิกอียูต้องการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน หรือบริษัทที่ใช้เหล็กในกระบวนการผลิต ที่ควรจะได้รับประโยชน์จากเหล็กราคาถูก  แต่ในทางกลับกันอุตสาหกรรมเหล็กของยุโรปซึ่งเป็นแหล่งจ้างงานแหล่งหนึ่งก็จะประสบความเสี่ยงถ้าหากไม่มีกฎระเบียบด้านการปกป้องการทุ่มตลาดมาช่วยถ่วงดุลไว้

อย่างไรก็ดี ก่อนที่การแก้ไขกฎระเบียบดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ ที่ประชุมสมัยสามัญของสภายุโรปจะต้องลงมติรับรองร่างข้อตกลงฯ อย่างเป็นทางการอีกครั้ง ก่อนส่งให้คณะมนตรียุโรปรับรองและประกาศใน Official Journal of the European Union โดยเบื้องต้นคาดว่าจะมีการลงมติ ในวันที่ 13 พ.ย. 2560 นี้

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไทยควรเฝ้าติดตามพัฒนาการในเรื่องนี้ และเตรียมปรับตัวเพื่อปฏิบัติตามกฎระเบียบใหม่ โดยทีมงาน Thaieurope.net จะคอยอัพเดตสถาณการณ์อย่างต่อเนื่อง สำหรับผู้อ่านที่สนใจสามารถศึกษาร่างข้อตกลงฯ ฉบับเต็ม (ภาษาอังกฤษ) ได้ที่ https://goo.gl/cSF9Lg

เรียบเรียงโดยทีมงาน Thaieurope.net

คณะผู้แทนไทยประจำสหภาพยุโรป

Photo licensed under Creative Commons Zero (CC0) license

Print Friendly