EU เสนอร่างกฎระเบียบเกี่ยวกับการใช้สารปรอทใหม่

 

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2560 ที่ประชุมคณะผู้แทนถาวรประจำสหภาพยุโรป (Permanent Representatives Committee – COREPER) ในฐานะผู้แทนของคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรป เห็นชอบข้อตกลงร่างกฎระเบียบเกี่ยวกับการใช้สารปรอทฉบับใหม่ เพื่อปกป้องสุขอนามัยของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมจากการปนเปื้อนของสารปรอทจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ตามอนุสัญญา Minamata Convention on Mercury

 EU ได้ลงนามในอนุสัญญามินามาตะตั้งแต่เดือนตุลาคม 2556 และให้สัตยาบันเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2559 เพื่อให้อนุสัญญาฯ มีผลผูกพันทางกฎหมาย โดยร่างกฎระเบียบฉบับใหม่มีสาระสำคัญ ดังนี้

 1. ยกเลิกกฎระเบียบ 1102/2008 เดิม แต่ยังคงมาตรการบางอย่าง ได้แก่ การห้ามส่งออกสินค้าที่มีส่วนผสมของปรอทหรือสารประกอบปรอท (mercury compounds and mixtures) รวมทั้งอัลลอยด์ของปรอท ซึ่งมีความเข้มข้นไม่น้อยกว่า 95% โดยน้ำหนัก เมอร์คิวรี่คลอไรด์ (หรือที่รู้จักกันในชื่อ คาโลเมล) เมอร์คิวรี่ออกไซด์ และซินนาบาร์ ยกเว้นการส่งออกเพื่อการวิจัยเท่านั้น

2. สินค้าอุตสาหกรรมที่มีส่วนผสมของสารปรอทที่ไม่ได้รับอนุญาต

ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารปรอท จะไม่ได้รับอนุญาตให้นำเข้า ส่งออก และผลิตภายใน EU ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2564 เป็นต้นไป ประกอบด้วย

                    2.1 แบตเตอรี่ ยกเว้น แบตเตอรี่กระดุมแบบสังกะสีออกไซด์และแบบสังกะสีอากาศ ที่มีปรอทน้อยกว่า 2% โดยน้ำหนัก

                    2.2 สวิตช์ไฟฟ้าและรีเลย์ ยกเว้น very high accuracy capacitance และ loss measurement bridges สวิตช์ความถี่วิทยุที่มีความถี่สูง (high frequency radio frequency switches) และรีเลย์ในการติดตามตรวจสอบและเครื่องมือควบคุม (relays in monitoring and control instruments) ที่มีปรอทมากกว่า 20 มิลลิกรัมต่อสะพานสวิตช์หรือรีเลย์

                    2.3 หลอดฟลูออเรสเซนต์ชนิดคอมแพกต์ สำหรับการใช้งานทั่วไปขนาดต่ำกว่าหรือเท่ากับ 30 วัตต์ และมีปรอทมากกว่า 5 มิลลิกรัมต่อหลอด

                    2.4 หลอดฟลูออเรสเซนต์ชนิดตรง สำหรับการใช้งานทั่วไป ได้แก่ (1) หลอดที่ใช้สารเรืองแสงแบบแถบ 3 สี น้อยกว่า 60 วัตต์ และมีปรอทบรรจุมากกว่า 5 มิลลิกรัมต่อหลอด (2) หลอดที่ใช้สารเรืองแสงชนิดฮาโลฟอสเฟต น้อยกว่าหรือเท่ากับ 40 วัตต์ และมีปรอทบรรจุมากกว่า 10 มิลลิกรัมต่อหลอด

                    2.5 หลอดไอปรอทความดันสูง สำหรับการส่องสว่างทั่วไป

                    2.6 หลอดฟลูออเรสเซนต์แบบแคโทดเย็น และหลอดฟลูออเรสเซนต์แบบอิเล็กโทรดภายนอก (EEFL) ในจอภาพอิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ (1) ขนาดสั้น (≤ 500 มิลลิเมตร) และมีปรอทบรรจุมากกว่า 3.5 มิลลิกรัมต่อหลอด (2) ขนาดกลาง (> 500 มิลลิเมตร และ ≤ 1,500 มิลลิเมตร) และมีปรอทบรรจุมากกว่า 5 มิลลิกรัมต่อหลอด (3) ขนาดยาว (> 1,5000 มิลลิเมตร) และมีปรอทบรรจุมากกว่า 13 มิลลิกรัมต่อหลอด

                    2.7 เครื่องสำอางที่เติมปรอทมากกว่า 1 พีพีเอ็ม รวมทั้งสบู่ผิวขาวและครีมผิวขาว ยกเว้นเครื่องสำอางทารอบดวงตาที่ใช้ปรอทเป็นสารกันเสีย ซึ่งไม่มีผลกระทบและไม่มีสารกันเสียอื่นใช้ทดแทนได้

                    2.8 สารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืช สารฆ่าชีวภาพ และยาฆ่าเชื้อ

                    2.9 เครื่องมือวัดที่ไม่ใช่ระบบอิเล็กทรอนิกส์ ยกเว้น เครื่องมือวัดที่ติดตั้งในโครงการขนาดใหญ่ หรือการวัดที่ต้องการความแม่นยำในการวัดสูงและไม่มีอุปกรณ์/เครื่องมือทางเลือกอื่นที่เหมาะสม ได้แก่ (1) บาโรมิเตอร์ (2) ไฮโกรมิเตอร์ (3) นาโนมิเตอร์ (4) เทอร์โมมิเตอร์ (5) เครื่องวัดความดันเลือด

3. สินค้าทันตกรรมที่ไม่ได้รับอนุญาต

          ห้ามใช้อะมัลกัมที่ใช้ทางทันตกรรม (dental amalgam) ที่มีส่วนผสมของปรอท สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2562 ยกเว้น อะมัลกัมสำหรับบุคคลทั่วไปที่มีวัสดุห่อหุ้มเพื่อป้องกันการรั่วไหลของสารปรอท หรือติดตั้งตัวกรอง (separators) เพื่อกรองเศษอะมัลกัมจากงานทันตกรรม

          ทั้งนี้ คณะกรรมการยุโรปจะเสนอรายงานเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการยกเลิกการใช้สารปรอทในวัสดุอุดฟันภายในปี 2573 อีกครั้งในวันที่ 30 มิถุนายน 2563

4. การใช้สารปรอทและสารประกอบปรอทในการบวนการผลิตที่ไม่ได้รับอนุญาต

          4.1 ผลิตภัณฑ์ที่มีสารปรอทและสารประกอบปรอท หรือใช้สารปรอทและสารประกอบปรอทในกระบวนการผลิตจะไม่ได้รับอนุญาตให้วางขายในตลาด EU ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2561 ยกเว้น กรณีจำเป็นผู้นำเข้าจะต้องแจ้งรายละเอียดต่อไปนี้กับเจ้าหน้าที่

                   – รายละเอียดผลิตภัณฑ์

                   – รายละเอียดการประเมินความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อมและสุขอนามัย

                   – รายละเอียดกระบวนการผลิตที่สำคัญ และวิธีการใช้ เพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อมและสุขอนามัย

4.2 การผลิตอะซีตัลดีไฮท์ (acetaldehyde) และการผลิตสารไวนิลคลอไรด์โมโนเมอร์ (vinyl chloride monomer) จะต้องปลอดจากการใช้สารปรอทหรือสารประกอบปรอท ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2562

          4.3 กระบวนการผลิตโซเดียม หรือโพแทสเซียม เมทิลเลต หรือเอทิลเลตจะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ ดังนี้

                   – ไม่ใช้สารปรอทจากการทำเหมืองแร่ที่มีการขุดหาปรอทเป็นวัตถุดิบหลัก (primary mercury mining)

                   – ลดการปล่อยปรอท 50% ต่อหน่วยการผลิตภายในปี 2563 เทียบกับปี 2553

- หลังจากวันที่ 1 มกราคม 2561 เป็นต้นไป กระบวนการผลิตโซเดียม หรือโพแทสเซียม เมทิลเลต หรือเอทิลเลตจะต้องไม่ใช้สารปรอทหรือสารประกอบปรอท

 ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://eur-lex.europa.eu/legal-content/EN/TXT/?uri=COM:2016:39:FIN

 อนุสัญญามินามาตะว่าด้วยปรอท (ภาษาไทย) http://oic.mnre.go.th/download/pdf/chem4-text.pdf

 5. สถานะของร่างกฎระเบียบ

ร่างกฎระเบียบนี้ต้องได้รับการเห็นชอบอีกครั้งจากสภายุโรป และต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรปในขั้นสุดท้าย ก่อนจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2561

 6. ผลกระทบต่อประเทศไทย

ร่างกฎระเบียบฉบับนี้มีผลบังคับใช้กับสินค้าอุตสาหกรรมที่มีส่วนผสมของสารปรอทและสารประกอบปรอท และกระบวนการผลิตที่ใช้สารปรอทและสารประกอบปรอท ดังนั้น ถึงแม้ว่า สินค้าจากประเทศไทยยังไม่เคยมีรายงานตรวจพบสารปรอทหรือสารประกอบปรอทในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผู้ประกอบการไทยก็จะต้องคำนึงถึงการใช้สารปรอทและสารประกอบในสินค้าและกระบวนการผลิตสินค้าของตนด้วย 

Print Friendly