EU ประกาศข้อเสนอ Clean Mobility Package ใหม่ ออกมาตรการสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่ม หวั่นจีนเป็นผู้นำรถยนต์แห่งอนาคต

เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2560 EU ได้ประกาศ Clean Mobility Package ฉบับใหม่ เพื่อกำหนดเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สำหรับรถยนต์โดยสารส่วนบุคคลและรถยนต์พาณิชย์ขนาดเล็ก (light commercial cars) รวมถึงมาตรการสนับสนุนการผลิตและการใช้รถยนต์ไฟฟ้าภายใน EU อีกด้วย ทั้งนี้ Clean Mobility Package ยังต้องได้รับความเห็นชอบจากสภายุโรปและคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรปก่อนจะมีผลบังคับใช้

 หนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ EU ต้องผลักดันให้เกิดการผลิตและการใช้รถยนต์ไฟฟ้าภายใน EU มากขึ้น คือ การแข่งขันในตลาดรถยนต์ที่เพิ่มสูงขึ้นจากจีน ที่ได้ออกมาตรการกำหนดให้ผู้ผลิตรถยนต์ที่มียอดขายรถยนต์มากกว่า 30,000 คัน/ปี จะต้องผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่ขับเคลื่อนด้วยแบตเตอรี่หรือระบบไฮบริด คิดเป็นสัดส่วน 10% ภายในปี 2562 และมีแนวโน้มว่าอาจจะเพิ่มขึ้นถึง 12% ภายในปี 2563 ซึ่งจะทำให้จีนกลายเป็นผู้นำในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของโลก และส่งผลต่อศักยภาพในการแข่งขันของผู้ผลิตรถยนต์ใน EU เป็นอย่างมาก 

ร่างข้อเสนอ Clean Mobility Package ฉบับใหม่นี้ จึงมุ่งเน้นมาตรการส่งเสริมการผลิตและการใช้รถยนต์ไฟฟ้าภายใน EU เป็นสำคัญ โดยประกอบด้วยมาตรการต่างๆ ดังต่อไปนี้

1.  ปรับปรุงกฎระเบียบ Regulation on Emission Performance Standards 

   – กำหนดสัดส่วนการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ใหม่ โดยรถยนต์นั่งส่วนบุคคลและรถยนต์พาณิชย์ขนาดเล็ก จะต้องลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลง 15% ภายในปี 2568 และ 30% ภายในปี 2573 เมื่อเทียบกับปี 2564 แทนที่การกำหนดสัดส่วนการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์แบบเดิมที่ 95กรัม/กิโลเมตร สำหรับรถยนต์นั่งส่วนบุคคล และ 147 กรัม/กิโลเมตร สำหรับรถยนต์พาณิชย์ขนาดเล็ก ทั้งนี้ หากผู้ผลิตรถยนต์ไม่สามารถปฏิบัติตามเป้าหมายที่กำหนด จะมีโทษปรับถึง 95 ยูโร/กรัม/คัน

   - กำหนดสัดส่วนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า โดยไม่จำกัดประเภทเทคโนโลยี เป็นจำนวน 15% ของจำนวนการผลิตรถยนต์ทั้งหมดภายในปี 2568 และ 30% ภายในปี 2573 รวมถึงการใช้ระบบ Credit System สำหรับผู้ผลิตที่สามารถผลิตรถยนต์ไฟฟ้าได้มากกว่าสัดส่วนที่กำหนด จะได้ปรับเพิ่มสัดส่วนการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

2. ออกข้อบังคับ Clean Vehicles Directive เพื่อเพิ่มสัดส่วนการจัดซื้อจัดจ้างรถยนต์ไฟฟ้าสำหรับหน่วยงานของรัฐ

3. สนับสนุนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (Trans-European Deployment of Alternative Fuels Infrastructure) เป็นจำนวนเงิน 800 ล้านยูโร รวมทั้งการวิจัยและพัฒนาแบตเตอรี่ (Battery Initiative) เป็นจำนวนเงิน 200 ล้านยูโร ระหว่างปี 2561 – 2563

4. ออกข้อบังคับ Combined Transport Directive โดยการให้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีกับบริษัทขนส่งที่เลือกใช้ระบบขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ระบบขนส่งทางน้ำ และทางรถไฟ เป็นต้น

5. ปรับปรุงกฎระเบียบ Passenger Coach Services Regulation เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงการใช้รถโดยสารสาธารณะ รวมถึงเพิ่มการเชื่อมต่อเส้นทางรถโดยสารสาธารณะระหว่างประเทศสมาชิก EU เพื่อลดการใช้รถส่วนบุคคล

 ออสเตรีย เบลเยียม เนเธอร์แลนด์ โปรตุเกส ไอร์แลนด์ ลักเซมเบิร์ก สโลวีเนีย ฝรั่งเศส และสวีเดน มีท่าทีสนับสนุนอย่างชัดเจน โดยได้ยื่นจดหมายต่อ EU เพื่อแสดงเจตจำนงให้ EU ปรับเพิ่มเป้าหมายการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ แต่ก็ยังมีเสียงคัดค้านจากกลุ่มสมาคมผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติเยอรมัน (Germany Association of the Automotive Industry – VDA) และรัฐบาลเยอรมนี จึงมีความเป็นไปได้ว่า ร่าง Clean Mobility Package น่าจะใช้เวลาอีกสักพักก่อนที่จะมีผลบังคับใช้

 อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการในห่วงโซ่การผลิตยานยนต์ของไทย โดยเฉพาะการผลิตส่วนประกอบรถยนต์ (OEM) และการผลิตชิ้นส่วนเพื่อการทดแทน (REM) จะได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยจากการวิจัยของธนาคารกรุงศรีอยุธยา พบว่า ความต้องการส่วนประกอบรถยนต์ไฟฟ้ามีเพียง 20 ชิ้น เท่านั้น เมื่อเทียบกับรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป ที่มีชิ้นส่วนเครื่องยนต์มากกว่า 2,000 ชิ้น อีกทั้ง อัตราการใช้ชิ้นส่วนเพื่อการทดแทน (REM) ก็จะลดลงตามไปด้วย เนื่องจากระบบควบคุมอัตโนมัติของรถยนต์ไฟฟ้าจะช่วยยืดอายุการใช้งานของชิ้นส่วนบางประเภท เช่น ผ้าเบรก และยางรถยนต์ เป็นต้น สัดส่วนที่ลดลงนี้เป็นสัญญาณสำคัญที่อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยต้องปรับตัว ก่อนที่จะสูญเสียการเป็น Detroit of Asia ในการผลิตรถยนต์เพื่อส่งออก

ท่านผู้อ่านสามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://ec.europa.eu/transport/modes/road/news/2017-11-08-driving-clean-mobility_en

 

Print Friendly