ธนาคาร Deutsche Bank คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจของเยอรมนีจะเติบโตดีต่อเนื่องในปี 2559

 

        สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลิน สรุปการวิเคราะห์เศรษฐกิจโดยธนาคาร Deutsche Bank ในรายงาน Focus Germany: Pick up in domestic economy in 2016 ฉบับวันที่ 16 ธ.ค. 2558 และ Focus Germany: Above potential growth, no wage excess ฉบับวันที่ 28 ม.ค. 2559 ว่า ในปี 2559 การเจริญเติบโตของเศรษฐกิจของเยอรมนีจะเร่งตัวขึ้นเป็นร้อยละ 1.9 จากที่ขยายตัวร้อยละ 1.7 ในปีที่ผ่านมาที่ได้รับอานิสงส์จากการบริโภคของภาคเอกชน ราคาน้ำมันที่ต่ำลง และการส่งออกที่ขยายตัวได้ดีจากการอ่อนค่าของเงินยุโร ทั้งนี้ ในปี 2559 การบริโภคของภาคเอกชน ซึ่งมีมูลค่าคิดเป็นร้อยละ 60 ของ GDP จะยังคงเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ในขณะที่ การใช้จ่ายของภาครัฐที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับการอพยพเข้ามาของผู้ ลี้ภัยและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ก็จะช่วยกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชน โดยเฉพาะในภาคก่อสร้าง และยิ่งสนับสนุนพลวัตการเจริญเติบโต ยิ่งไปกว่านั้น การลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและการยืดอายุมาตรการเพิ่มสภาพคล่องในตลาดเงิน หรือ Quantitative Easing (QE) ของธนาคารกลางยุโรปไปจนถึงเดือนมีนาคม ปี 2017 จะทำให้เงินยูโรมีแนวโน้มอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐต่อไป ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการส่งออกให้ขยายตัวได้ถึงร้อยละ 4 และเกินดุลบัญชีเดินสะพัดถึงร้อยละ 7.8 ของ GDP อย่างไรก็ดี ก็อาจส่งผลต่อราคาสินค้านำเข้าที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน  
          ในด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ  Deutsche Bank คาดการณ์ว่ายังคงมีเสถียรภาพต่อเนื่อง โดยอัตราเงินเฟ้อน่าจะอยู่ในระดับต่ำ (ร้อยละ 0.8) เนื่องจากราคาน้ำมันที่อยู่ในเกณฑ์ต่ำ การจ้างงานยังคงเติบโตร้อยละ 0.5 ทำให้อัตราการว่างงานลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 4.3 ต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศที่ใช้เงินยูโร และเยอรมนียังคงเผชิญกับสภาวะขาดแคลนแรงงานต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนให้เห็นได้จากค่าจ้างแรงงานที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 2.7 ซึ่งถือเป็นระดับที่ไม่สูงเกินจนทำให้เสียความสามารถในการแข่งขัน ในขณะที่ รัฐบาลมีแนวโน้มจะบรรลุเป้าหมายงบประมาณสมดุลต่อเนื่องในปี 2559 ได้ แม้ว่าจะมีภาระงบประมาณเพิ่มขึ้นจากการจัดการวิกฤตผู้ลี้ภัย การเกินดุลดังกล่าวอาจทำให้ระดับหนี้สาธารณะลดลงต่ำลงกว่าร้อยละ 70 ของ GDP
          ภายใต้ปัจจัยภายในที่ค่อนข้างบวก เยอรมนีกำลังเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงจากภายนอกหลายประการ เช่น การชะลอตัวหรือหดตัวของเศรษฐกิจของประเทศเศรษฐกิจใหม่ที่เป็นคู่ค้าสำคัญของ เยอรมนี เช่น จีน รัสเซีย ในขณะที่รัฐบาลเยอรมนียังคงต้องรับบทบาทผู้นำและผู้ไกล่เกลี่ยในการแก้ปัญหา ระดับอียู และเผชิญกับแรงเสียดทานจากประเทศสมาชิกอียูอื่น ๆ ทั้งในการแก้ปัญหาวิกฤตผู้อพยพ (แรงต้านจากโปแลนด์ กลุ่มประเทศยุโรปตะวันออก) ข้อเรียกร้องเกี่ยวกับการปฏิรูปอียูของสหราชอาณาจักร และการแก้ปัญหาเศรษฐกิจในยุโรป (แรงต้านจาก อิตาลี ฝรั่งเศส และกรีซ) ทำให้ผู้นำเยอรมนีอาจต้องหันไปให้ความสำคัญกับการปริหารความเสี่ยงจากภายนอก มากขึ้น
        อย่างไรก็ตาม สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลิน เห็นว่า ในภาพรวม เยอรมนียังคงเป็นตลาดสินค้าและบริการที่ใหญ่ที่สุดในอียูและเป็นผู้ขับ เคลื่อนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของอียูต่อไป โดยมีอัตราการเจริญเติบโตสูงสุดในบรรดาประเทศกลุ่มยูโรที่ไม่ผ่านวิกฤตและมี ขีดความสามารถในการแข่งขันสูงต่อเนื่อง ทำให้คาดการณ์ว่า นักลงทุนเยอรมนีจะยังมีศักยภาพในการขยายการลงทุนในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง และในขณะเดียวกัน เยอรมนีก็จะยิ่งมีความน่าสนใจมากขึ้นในฐานะฐานการลงทุนของไทยในอียู ด้วยตลาดที่เจริญเติบโตได้ดีต่อเนื่อง การบริโภคที่ขยายตัวดี และทำเลที่ตั้งที่อยู่ศูนย์กลางของอียู

สนับสนุนข้อมูลโดย สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลิน

www.thaibizgermany.com

Print Friendly