ข้อเสนอของรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ในการแก้ไขปัญหากรณีความตกลงระหว่างอียูกับยูเครน

 

          หลังจากที่ผลการประชามติของชาวดัชท์เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2559 ที่ไม่ให้ความเห็นชอบการให้สัตยาบันความตกลง Association Agreement (AA) ระหว่างอียูกับยูเครน ซึ่งเป็นการลงประชามติแบบไม่มีผลผูกพัน โดยผลการลงประชามติมีผู้คัดค้านความตกลงดังกล่าวร้อยละ 61.1 ของจำนวนผู้ลงประชามติ และมีผู้ออกมาใช้สิทธิร้อยละ 32.2 ของผู้มีสิทธิลงคะแนนทั้งหมด ซึ่งอียูได้กำหนดให้เนเธอร์แลนด์ชี้แจงการดำเนินการขั้นต่อไปในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2559   

          รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ได้หารือร่วมกับอียู โดยนาย Mark Rutte นายกรัฐมนตรีเนเธอร์แลนด์ ได้แถลงหลังจากการหารือกับผู้นำประเทศสมาชิกอียูอื่นๆ ในที่ประชุมคณะมนตรียุโรปเมื่อวันที่ 20-21 ตุลาคม 2559และกับพรรคฝ่ายค้านในช่วงปลายเดือนตุลาคม 2559 และได้เสนอว่า รัฐบาลเนเธอร์แลนด์จะแก้ไขปัญหาที่เนเธอร์แลนด์เป็นประเทศสมาชิกสุดท้ายที่ยังไม่ได้ให้สัตยาบันความตกลง โดยการใช้ปฏิญญาที่มีข้อผูกมัดทางกฎหมายในระดับสหภาพ ซึ่งมีสาระสำคัญว่า เนเธอร์แลนด์ตีความความตกลงว่า (1) ความตกลงระหว่างอียูกับยูเครนไม่ใช่จุดเริ่มต้นของการเข้าเป็นสมาชิกอียูของยูเครน (2) ชาวยูเครนไม่มีสิทธิมาทำงานในตลาดแรงงานของอียู (3) ความตกลงจะไม่นำไปสู่การจัดตั้งพันธมิตรทางการทหารระหว่างอียูกับยูเครน (4) ความตกลงไม่ใช่ข้อผูกมัดในการให้การสนับสนุนทางการเงินแก่ยูเครน และ (5) เรียกร้องให้ยูเครนแก้ไขการทุจริตในภาครัฐ

          และเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2559 นาง Margaritis Schinas โฆษกคณะกรรมาธิการยุโรป กล่าวว่า คณะกรรมาธิการยุโรปได้รับทราบการแถลงแนวทางการดำเนินการต่อไปของเนเธอร์แลนด์แล้ว และนาย Jan-Claude Juncker ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป พร้อมที่จะแก้ไขปัญหาการที่เนเธอร์แลนด์ยังไม่ได้ให้สัตยาบันร่วมกับนายกรัฐมนตรีและพรรคการเมืองต่างๆ ของเนเธอร์แลนด์ที่ต้องให้การสนับสนุนข้อเสนอดังกล่าวนายกรัฐมนตรีเนเธอร์แลนด์ภายในการประชุมคณะมนตรียุโรปในวันที่ 15 – 16 ธันวาคม 2559

          ทั้งนี้ นาย Pieter Cleppe จากสถาบัน Open Europe ในกรุงบรัสเซลส์ ได้ให้ความเห็นในบทวิเคราะห์ในเว็บไซต์ EU Observer ว่า ประเทศสมาชิกอียูอีก 27 ประเทศไม่น่าที่จะคัดค้านข้อเสนอของเนเธอร์แลนด์ในการขอให้อียูออกปฏิญญา โดยอียูไม่จำเป็นที่จะต้องเจรจากับยูเครนอีกครั้ง เพราะยูเครนไม่จำเป็นที่จะต้องให้ความเห็นชอบปฏิญญาของอียู และให้ข้อสังเกตด้วยว่า การเจรจาระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลและพรรคฝ่ายค้านบางพรรคเพื่อผ่านมติให้สัตยาบันความตกลงจะขึ้นอยู่กับผลการประชุมคณะมนตรียุโรปในเดือนธันวาคม 2559   

          อย่างไรก็ตาม นาย Cleppe เห็นว่า หากอียูและเนเธอร์แลนด์ไม่สนใจผลการลงประชามติ รวมทั้งไม่ปรับแก้เนื้อหาให้เป็นความตกลงทางการค้าเสรีทั่วไป จะยิ่งทำให้กระแส Eurosceptic ทวีความรุนแรงมากขึ้น เพราะอียูจะถูกมองว่าไม่ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน ซึ่งเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2559 มีรายงานข่าวอีกด้วยว่า กลุ่นรณรงค์ในเนเธอร์แลนด์กำลังรวบรวมรายชื่อประชาชนให้ได้ถึง 300,000 คน โดยสามารถรวบรวมรายชื่อได้แล้วจำนวน 190,000 คน เพื่อที่จะให้รัฐบาลจัดการลงประชามติความตกลงการค้าเสรีระหว่างอียูกับแคนาดา โดยกระบวนการดังกล่าวจะเป็นกระบวนการเดียวกับการนำไปสู่การลงประชามติให้ความเห็นชอบการให้สัตยาบันความตกลง AA ระหว่างอียูกับยูเครนที่เป็นปัญหาในปัจจุบัน (ตามรายงานข่าวที่ https://euobserver.com/tickers/135789)

          ท่านผู้อ่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากรายงานข่าวของเว็บไซต์ EurActiv ที่ http://www.euractiv.com/section/europe-s-east/news/commission-offers-the-dutch-help-to-unblock-the-eu-ukraine-pact/         

เรียบเรียงโดยทีมงาน Thaieurope.net

Print Friendly