การเยือนเยอรมนีของนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร

 

          เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2559 นาง Theresa May นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรได้เดินทางเยือนเยอรมนีอย่างเป็นทางการและเป็นการเดินทางเยือนต่างประเทศครั้งแรกหลังดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยประเด็นที่ผู้นำทั้งสองหารือ (ตามข้อมูลจากเว็บไซต์รัฐบาลเยอรมนีและสื่อมวลชน) คือ การออกจากอียูของสหราชอาณาจักร (Brexit) ความร่วมมือการต่อต้านการก่อการร้าย วิกฤตผู้ลี้ภัย บทบาทของทั้งสองประเทศใน NATO, G20 และ G7 รวมทั้งความสัมพันธ์ทวิภาคีในด้านการค้าและอุตสาหกรรม

          นอกจากนี้ ก่อนการเยือน นาย Steffen Seibert โฆษกนายกรัฐมนตรีเยอรมนี กล่าวว่า หัวข้อการหารือของผู้นำทั้งสองจะประกอบด้วยการ ประเด็นสถานการณ์ทางการเมืองในตุรกี ภัยคุกคามจากกลุ่มก่อการร้ายรัฐอิสลาม (IS) วิกฤตผู้ลี้ภัยบริเวณเมดิเตอร์เรเนียน ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างเยอรมนีกับสหราชอาณาจักร และโดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์ในสหราชอาณาจักรภายหลัง Brexit ระหว่างสองผู้นำ ซึ่งก่อนการเยือนครั้งนี้ นายกรัฐมนตรี May ได้ประกาศว่า สหราชอาณาจักรสละการดำรงตำแหน่งเป็นคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรป (Council of the European Union) ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2560 ไว้ล่วงหน้า เพื่อแสดงจุดยืนว่า สหราชอาณาจักรจะออกจากอียูอย่างแน่นอน และภายหลังการเยือนเยอรมนี นายกรัฐมนตรีของสหราชอาณาจักรมีกำหนดเดินทางเยือนฝรั่งเศส

          ในการหารือของผู้นำทั้งสอง นายกรัฐมนตรีของสหราชอาณาจักร แสดงท่าทีว่า สหราชอาณาจักรไม่เร่งรีบที่จะขอใช้มาตรา 50 ของสนธิสัญญาแห่งสหภาพยุโรป (สนธิสัญญาลิสบอน) เพื่อริเริ่มกระบวนการทางกฎหมายในการออกจากอียู โคยนาง May ยืนยันว่า สหราชอาณาจักรจะไม่ขอใช้มาตราดังกล่าวภายในปีนี้ จนกว่าจุดมุ่งหมายของสหราชอาณาจักรจะมีความชัดเจนมากขึ้น พร้อมให้เหตุผลว่า (1) สหราชอาณาจักรต้องการเวลาเพิ่มเพื่อหาทางออกอันเหมาะสมที่เคารพทั้งการตัดสินใจของพลเมืองสหราชอาณาจักรและผลประโยชน์ของพันธมิตรยุโรป (2) สหราชอาณาจักรต้องการเวลาหารือร่วมกับสกอตแลนด์ เวลส์ ไอร์แลนด์เหนือและภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ก่อนเข้าสู่กระบวนการเจรจาอย่างเป็นทางการ

          ทั้งนี้ สหราชอาณาจักร้องการจำกัดการเคลื่อนย้ายแรงงานเสรีและควบคุมการอพยพเข้าสหราชอาณาจักร โดยต้องการลดอัตราการย้ายถิ่นสุทธิ (net migration) ให้ลงไปอยู่ในระดับที่เหมาะสม แต่ยังต้องการผลประโยชน์ทางการค้าในตลาดร่วม โดยต้องการเข้าถึงเขตการค้าเสรียุโรปในลักษณธเดียวกับนอร์เวย์และสวิตเซอร์แลนด์ แต่โดยรวมแล้วนาง May มีแนวโน้มให้ความสำคัญกับการจำกัดการเคลื่อนย้ายถิ่นฐานมากกว่าการรักษาสมาชิกภาพในตลาดเดียว

          ถึงแม้ว่านาง May ให้คำมั่นว่า สหราชอาณาจักรจะไม่ทอดทิ้งพันธมิตรยุโรปแม้ว่าสหราชอาณาจักรจะออกจากอียูแล้ว เนื่องจากสหราชอาณาจักรจะยังคงเป็นประเทศที่มองออกไปภายนอก (outward looking) และมองเยอรมนีในฐานะหุ้นส่วนสำคัญและ “มิตรพิเศษ” (special friend) ต่อสหราชอาณาจักรในด้านการค้าและความมั่นคง ซึ่งเยอรมนีเป็นคู่ค้าที่สำคัญของสหราชอาณาจักรรองจากสหรัฐอเมริการ แต่นาง May ยอมรับว่า ความสัมพันธ์ของสหราชอาณาจักรกับเยอรมนีจะเปลี่ยนแปลงภายหลัง Brexit  

          ในขณะนายกรัฐมนตรีเยอรมันแสดงท่าทีเคารพและยอมรับการตัดสินใจของสหราชอาณาจักรที่ยังไม่ขอใช้มาตร 50 ของสนธิสัญญาลิสบอน โดยเข้าใจว่าสหราชอาณาจักรต้องการเวลาในการกำหนดจุดยืนและผลประโยชน์ของตนให้แน่ชัด ภายหลังการจัดตั้งรัฐบาลชุดปัจจุบัน โดยถ้าสหราขอาณาจักรสามารถกำหนดจุดยืนและผลประโยชน์ในกระบวนการเจรจาได้แน่ชัด ก็จะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมทั้งหมด ทั้งต่อพลเมืองสหราชอาณาจักรและประเทศสมาชิกในอียู

          พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรีเยอรมันยอมรับคำร้องขอของสหราชอาณาจักรในการขอเวลาเพิ่มเติมก่อนเริ่มกระบวนการเจรจา Brexit โดยไม่ได้คาดหวังให้มีการเจรจาต่อรองอย่างเป็นทางการในขณะนี้ แต่ต้องการทราบกำหนดเวลาที่แน่ชัดมากขึ้น และให้สหราชอาณาจักรเริ่มให้คำนิยามหลักการของสหราชอาณาจักรอันสัมพันธ์ไปถึงการขอใช้มาตรา 50 แห่งสนธิสัญญาลิสบอน โดยอาจมีการพูดคุยหารือถึงประเด็นโดยทั่วไปของ Brexit แต่จะไม่มีการเจรจาต่อรองที่เป็นทั้งทางการและไม่เป็นทางการ จนกว่าหราชอาณาจักรจะแจ้งขอใช้มาตรา 50 แห่งสนธิสัญญาลิสบอน

สนับสนุนข้อมูลโดย

สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลิน

Print Friendly